ย้อนรอย 'โรงหนังเก่า' ความคลาสสิก และความทรงจำในวัยเด็ก ที่สังคมเมืองหันหลังให้

avatar writer
โดย : wacheese
avatar writer9 พ.ค. 2565 avatar writer76
ย้อนรอย 'โรงหนังเก่า' ความคลาสสิก และความทรงจำในวัยเด็ก ที่สังคมเมืองหันหลังให้

 

เมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา คอหนังทั้งหลายคงได้ย้อนไปชมสารคดี 'The Scala' ของผู้กำกับฝีมือดี 'อาทิตย์ อัสสรัตน์' ที่กลับมาฉายอีกครั้งบนแพลตฟอร์ม Netflix เป็นสารคดีพาไปสำรวจมนต์เสน่ห์ของโรงภาพยนต์เก่าแก่ในกรุงเทพฯ อย่าง 'สกาลา' ที่ยืนหยัดให้บริการจนวินาทีสุดท้าย ผ่านสายตาของเหล่าพนักงานที่ทำงาน และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโรงหนังมาอย่างยาวนาน จนหลอมรวมกลายเป็นความผูกพันธ์ที่แยกจากกันไม่ได้ แม้ตอนจบจะไม่ได้สวยงามอย่างสถาปัตยกรรมโรงหนังเก่าแห่งนี้ก็ตาม

 


 

โรงหนังสกาล่า

 

โรงหนังเก่า 'สกาลา' กับภาพทรงจำที่แสนเลือนลาง 

 

กลายเป็นความเศร้าที่ต้องสูญเสียสถาปัตยกรรมที่มีอายุกว่า 50 ปี แม้นายทุนใหญ่ที่มารับช่วงต่อเพื่อพัฒนาเป็นศูนย์การค้าขนาดย่อม จะให้คำสัญญาว่า 'พยายามรักษาโครงสร้างเก่าของโรงหนังสกาลาไว้ให้มากที่สุด' แต่เป็นเพียงลมปากเพื่อคลายความกังวล สำหรับผู้มีใจรักงานศิลปะชิ้นเอกที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับ 'รางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ในปี พ.ศ. 2555' เท่านั้นเอง ก่อนที่ความทรงจำเกี่ยวกับ 'Scala' จะเลือนหายไป เรามาร่วมย้อนอดีตผ่านประวัติ ที่มาที่ไป และภาพความทรงจำในยุคที่เฟื่องฟู

 

ย้อนรอยโรงหนังเก่า 'สกาลา' ที่ตั้งตระหง่านในความทรงจำ

 

'สกาลา' เป็นโรงภาพยนตร์ขนาด 904 ที่นั่ง เปิดฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2512 ด้วยภาพยนตร์เรื่อง 'สองสิงห์ตะลุยศึก' ถือเป็นโรงภาพยนตร์ซีเนรามาที่สมบูรณ์ขั้นมาตรฐานโลกแห่งที่ 3 และที่คงความคลาสสิกเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์จนวินาทีสุดท้าย สกาลาเป็นโรงภาพยนตร์หนึ่งในเครือเอเพ็กซ์ ที่จดทะเบียนธุรกิจในนาม 'สยามมหรสพ' มีทุนจดทะเบียนร่วม 20 ล้านบาท จัดตั้งเมื่อ พ.ศ. 2511 ประกอบด้วย โรงภาพยนต์ศาลาเฉลิมไทย, โรงภาพยนต์สยาม, โรงภาพยนต์ลิโด้ และโรงภาพยนต์สกาลา

 

โดย Scala เป็นโรงหนังแห่งสุดท้ายในเครือเอเพ็กซ์ที่ปิดตัวลง เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 63 เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 บวกกับต้นทุนที่สูงขึ้น

 

โรงภาพยนตร์สกาลาออกแบบโดย 'พันเอกจิระ ศิลป์กนก' สถาปนิกที่มีชื่อเสียงในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และตั้งชื่อตามโรงอุปรากร (Opera) 'Teatro alla Scala' เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดย Scala ในภาษาอิตาลีแปลว่า บันได สถาปัตยกรรมศิลปะอาร์ตเดโค ภายในมีเสาคอนกรีตโค้ง เป็นการผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกกับตะวันตก และโคมไฟระย้าทรงหยดนํ้าค้างแข็ง 5 ชั้น ที่สั่งตรงจากอิตาลี บริเวณทางเข้ามีปูนปั้นลอยตัว ที่แสดงถึงความบันเทิงของเอเชีย ทั้งบาหลี ญี่ปุ่น จีน อินเดีย และไทย รวมอยู่บนผนัง

 

 

แม้สมาคมสถาปนิกสยามในพระราชูปถัมภ์ เคยยื่นหนังสือต่อกรมศิลปากร ให้ขึ้นทะเบียนสกาลาเป็น 'โบราณสถาน' แต่กรมศิลปากร มีข้อวินิจฉัยตามคำนิยามใน พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535) ว่า อาคารที่ตั้งโรงหนังสกาลาไม่ถือเป็นโบราณสถาน และในที่สุดความเศร้าที่ไม่เคยฝันถึงก็มายืนอยู่ตรงหน้า เมื่อนายทุนใหญ่ผู้คว้าสิทธิ์ชนะการประมูลพื้นที่ได้ดำเนินการรื้อถอน-ทุบทิ้งโรงหนังสกาลาในเดือน พ.ย. 2564

 


 

การปรับตัวของโรงหนังเก่า 'ลิโด' ในวันที่ต้องวิ่งให้ทันกระแสสังคม

 

ปัจจุบันพื้นที่ในกรุงเทพฯ ยังมีโรงหนังเก่าเปิดให้บริการอยู่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ที่พยายามกัดฟันสู้ ถึงแม้ลมหายใจจะรวยรินจนล้มทั้งยืนแทบทรงตัวไม่ได้ บวกกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 และความนิยมของผู้คนที่ทยอยหันหลังให้โรงหนังเก่าทีละน้อย การปรับตัวให้เข้ายุคสมัยจึงต้องเริ่มขึ้น แม้จะต้องสวนทางกับอุดมการณ์ในแรกเริ่มอย่าง 'งามวงศ์วานรามา' ต้องผันตัวเป็นคอร์ตแบดมินตันย้อนยุค หรือ 'โรงหนังตลาดสะพาน 2' ที่ถูกปรับเป็นสนามปืน BB Gun 

 

ลิโด้

 

จากโรงหนัง 'ลิโด' สู่ 'ลิโด้ Lido Connect'

 

'ลิโด' มาจากชื่อโรงละครคาบาเร่ต์โชว์ 'Le Lido' อันโด่งดัง ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ลิโดเป็นโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ ความจุ 1,000 ที่นั่ง โดยเปิดฉายรอบปฐมทัศน์ในวันที่ 27 มิ.ย. 2511 ด้วยภาพยนตร์เรื่อง 'ศึกเซบาสเตียน' (Guns for San Sebastian) ที่นำแสดงโดยแอนโธนี ควินน์

 

แต่เมื่อปี พ.ศ. 2536 เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงภาพยนตร์ลิโด ทำให้ต้องปิดปรับปรุงเป็นระยะเวลาเกือบ 1 ปี และยังถูกปรับเปลี่ยนสถานที่ให้เป็น 3 โรงเล็กลักษณะมัลติเพล็กซ์ ที่แต่ละโรงสามารถจุได้เพียง 147 หรือ 243 ที่นั่ง ส่วนพื้นที่ด้านล่างก็ถูกปรับเป็นห้องสำหรับร้านค้าเล็ก ๆ สำหรับให้เช่าขายของ ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางหารายได้สำหรับลิโด ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2537 ลิโดได้กลับมาผงาดเปิดให้บริการตามปกติอีกครั้ง

 

ลิโดประกาศปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 31 พ.ค. 2561 ด้วยภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง 'Kids on the Slope' และกลับมาเปิดตัวอีกครั้งอย่างใน 1 ส.ค. 2562 ภายใต้ชื่อ 'ลิโด้ Lido Connect' จัดตั้งโดยบริษัท LIDO CONNECT มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่างค่ายเพลง 'LOVEiS Entertainment' ที่กลับมาฝากเรื่องราวบทใหม่กับประสบการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น จะไม่ใช่แค่ภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นพื้นที่สำหรับดนตรี งานศิลปะ และงานแสดงอื่น ๆ ด้วย

 

 


 
ในขณะที่ 'Philip Jablon' ผู้มาจากประเทศโลกที่ 1 อย่างสหรัฐอเมริกา ได้ทำโปรเจ็กต์ 'The Southeast Asia Movie Theater' ด้วยการสำรวจโรงหนังเก่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากความชอบส่วนตัว และต้องการเป็นสื่อชักแนวคิดสู่ประเทศในแถบนี้ ให้เห็นถึงคุณค่าของสมบัติทางวัฒนธรรมอย่าง 'โรงหนังเก่า' ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และสามารถชุบชีวิตด้วยการแต่งเติมรสนิยม รวมถึงไลฟ์สไตล์ให้เข้ากับยุคสมัย ซึ่งตรงกันข้ามกับนักลงทุนและนักพัฒนาสิ่งปลูกสร้าง ผู้เป็นเจ้าของประเทศ ที่ไม่มีความพยายามที่จะสร้างสรรค์โรงหนังเก่าขึ้นมาใหม่ กลับปล่อยทิ้งร้างและรื้อถอน เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่ฉาบฉวยทับถมลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ที่มา: apex scala, กรุงเทพธุรกิจ, ประชาชาติธุรกิจ, gqthailand, thestandard, Lido Connect 

แสดงความคิดเห็น