DAY OF THE DEAD เทศกาลที่เต็มไปด้วยความคิดถึง

avatar writer
โดย : Ying
avatar writer30 ต.ค. 2566 avatar writer255
DAY OF THE DEAD เทศกาลที่เต็มไปด้วยความคิดถึง

 

 

ในวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีจะตรงกับ วันฮาโลวีน หรือวันปล่อยผี เดิมทีพิธีกรรมนี้ถือกำเนิดมาจากความเชื่อของชาวเคลต์ (Celts) ที่ว่าวันที่ 31 ตุลาคมจะเป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อนเริ่มต้นฤดูหนาว อีกทั้งยังนับว่าเป็นวันปีใหม่ของชาวเคลต์อีกด้วย ซึ่งช่วงเวลานี้ชาวเคลต์เชื่อว่า เป็นช่วงที่โลกคนเป็นและโลกคนตายมาบรรจบกัน ทำให้วิญญาณออกมาเดินเร่ร่อนเต็มไปหมด ชาวเคลต์ยังเชื่อว่าการแต่งตัวเป็นผีแฝงตัวไปกับพวกวิญญาณ จะสามารถขับไล่วิญญาณและทำให้หลีกเลี่ยงภัยอันตรายได้ ถึงจะผ่านยุคผ่านสมัยมานานแค่ไหน แต่วันฮาโลวีนไม่เคยเสื่อมความนิยมลงเลย ผู้คนต่างออกมาแต่งชุดผี และจัดปาร์ตี้กันอย่างคับคั่ง 

 

 

แม้ว่าผู้คนจากทุกมุมโลก ทุกช่วงวัย จะสนุกสุดเหวี่ยงไปกับฮาโลวีนมากแค่ไหน แต่จะมีอยู่ 1 ประเทศที่ถึงแม้ผู้คนจะจัดปาร์ตี้ไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ แต่ก็เป็นปาร์ตี้ที่มีจัดขึ้นเพื่อต้อนรับการกลับมาของคนที่ไม่เคยตายไปจากความทรงจำ ปาร์ตี้และพิธีกรรมที่พวกเขาจัดขึ้นมานี้อาจจะไม่ได้สนุกสุดเหวี่ยงอย่างใครเขา แต่ก็เป็นปาร์ตี้ที่อบอุ่นหัวใจอย่างที่สุด เป็นปาร์ตี้ของความคิดถึง และงานที่กำลังจะพูดถึงนี้ก็คือ Day of the Dead (เดย์ ออฟ เดอะ เดด) หรือ Dí De Los Muertos (เดี้ย เด โลส มั๊วร์ โต่ส) เทศกาลที่ถูกยกย่องให้เป็นมรดกโลกที่จับต้องไม่ได้เมื่อปี 2003 ของประเทศเม็กซิโกนั่นเอง

 

 


Day of the Dead ไม่ใช่ฮาโลวีนสาขาเม็กซิโก
💛

 

 

เชื่อว่าหลายคนต่างคิดไปแล้วว่าเทศกาลนี้คืองานฮาโลวีนสไตล์เม็กซิโก ประกอบกับภาพจำจากหนังแฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง 007 Spectre (2015) ในหนังเรื่องนี้จะมีฉากที่ เจมส์ บอนด์ตัวเอกของเรื่องไล่ล่ากับตัวร้ายท่ามกลางขบวนพาเหรดในวัน Day of the Dead ซึ่งจริงๆ แล้วภาพจำนี้และความเข้าใจตรงนี้คือเรื่องผิดทั้งหมด Day of the Dead ไม่ใช่งานฮาโลวันสาขาเม็กซิโก และการเดินขบวนพาเหรดที่เห็นในหนังไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเทศกาลนี้เลย แต่กลับกลายเป็นว่าหนัง 007 ต่างหาก ที่ทำให้ประเทศเม็กซิโกเริ่มจัดขบวนพาเหรดขึ้นมา และเพิ่งเริ่มจัดขบวนพาเหรดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2016 นี่เอง

 

 

 007 Spectre (2015) รูปภาพจาก 007.com

 

 

Day of the Dead เทศกาลนี้อยู่คู่คนเม็กซิโกมาอย่างยาวนานกว่า 3,500 ปี เดิมทีชาวเม็กซิโกพื้นเมืองจะจัดงานกันในช่วงเดือนสิงหาคม ด้วยความเชื่อที่ว่า การตายเป็นเพียงการข้ามผ่านจากโลกนี้ไปยังอีกโลกหนึ่ง พวกเขาจึงฉลองให้กับเทพีแห่งความตาย (Lady of the Dead) ผู้ทำหน้าที่ดูแลรักษากระดูกของคนตายเพื่อนำไปใช้ในโลกหน้ากันถึง 1 เดือนเลย จนในช่วงศตวรรษที่ 16 ที่เม็กซิโกต้องตกไปเป็นเมืองขึ้นของสเปนทำให้อารยธรรมสเปนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และเทศกาลนี้ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนให้ไปจัดตรงกับช่วงฮาโลวีนแทน

 

 

ถึงแม้อารยธรรมของสเปนจะเข้ามามีส่วนร่วมในเทศกาลนี้มากมายสักเท่าไหร่ แต่ชาวเม็กชิโกก็ไม่เคยทิ้งประเพณีดั้งเดิมของพวกเขาเลย พวกเขายังคงจัดงานในแบบที่เคยจัด พวกเขาจะเริ่มจัดงานกันตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม - 2 พฤศจิกายน โดยตามความเชื่อแล้ว วันที่ 31 ตุลาคม คือวันที่จัดให้กับวิญญาณเด็ก อาจจะเป็นลูกหลานของบ้านนั้นๆ รวมถึงวิญญาณเด็กเร่ร่อนที่ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป และวันที่ 1 - 2 พฤศจิกายน จะเป็นช่วง 24 ชั่วโมงนี้จะเป็นของบรรพบุรุษ ญาติพี่น้อง รวมไปถึงสามี/ภรรยาด้วย 

 

 


 

วันแห่งความตาย ที่เต็มไปด้วยความคิดถึง และความอบอุ่นหัวใจ
💛

 

 

ทุกคนต่างรับรู้ และเข้าใจถึงสัจธรรมของโลกอย่าง คนเราเกิดมาล้วนต้องตาย เป็นอย่างดี แต่ก็เป็นการยากเสมอถ้าจะให้คนที่ยังอยู่ทำใจกับเรื่องเหล่านี้ได้ในเร็ววัน แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนสิ่งหนึ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ก็คือความคิดถึงที่มีมากล้นหัวใจ เวลาคนที่เรารักไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ พี่น้อง คู่ชีวิต ลูก หรือแม้แต่เพื่อนดีๆ สักคน ในความคิดของคนที่ยังอยู่คงจะดีใจไม่น้อยเลย ถ้าจะมีโอกาสที่จะได้หวนกลับมาเจอกันอีกครั้ง 

 

 

ด้วยความที่เชื่อที่ว่า คนที่พวกเขารักและคิดถึงสุดหัวใจจะกลับมาเยี่ยมบ้านเป็นเวลา 24 ชั่วโมง และ 24 ชั่วโมงนี้แหละที่พวกเขาจะจัดทุกอย่างออกมาให้ดีที่สุด ทุกการจัดวางสิ่งของบนหิ่งบูชา สิ่งละอันพันละน้อยระหว่างทางล้วนมีความหมายลึกซึ้ง อีกทั้งยังช่วยเชื่อมโยงคนเป็นและคนตายได้เป็นอย่างดี

 

 

 

 

จากกันไป นานแสนนาน ยังคิดถึง

ยังรำพึง คิดคำนึง ยังโหยหา

ยังเฝ้ารอ ด้วยหัวใจ ยอดกานดา

ใกล้แล้วหนา ความรัก ใกล้พบกัน 

 

 

  โรยดาวเรือง เหลืองอร่าม แทนสะพาน

 

ในเทศกาลนี้ดอกดาวเรือง หรือ cempazúchitl (เซมปาซูชิตล์) จะถูกใช้เป็นเส้นทางนำทางผู้ล่วงลับกลับบ้าน โดยพวกเขาจะนำดาวเรืองไปโรยที่หลุมศพลากยาวจนถึงประตูบ้าน เหตุผลที่เขาใช้ดอกดาวเรืองก็เพราะมีความเชื่อว่า สีสันและกลิ่นหอมของดอกดาวเรืองจะนำทางให้วิญญาณไปสู่สิ่งที่ปรารถนา รวมถึงนำทางกลับบ้าน นอกจากนี้ก็ยังมีการจุดกำยานด้วยความเชื่อที่ว่า ควันและกลิ่นก็จะช่วยนำทางคนที่เรารักกลับบ้านด้วยเช่นกัน

 

 

  เตรียมอาหาร เตรียมบ้านเรือน แต่หัววัน

 

แน่นอนว่าอาหารทั้งคาวหวานที่จะจัดขึ้นหิ่งล้วนเป็นของที่คนตายชอบ แต่ก็จะมีอาหาร 1 อย่างที่จะมีความหมายเป็นพิเศษนั่นก็คือขนมปังที่มีชื่อเรียกว่า Pan de Muertos (ปาน เด มั๊วร์ โต่ส) ลักษณะของขนมปังก้อนนี้คือถูกปั้นขึ้นมาเหมือนเนินดิน และมักจะใช้น้ำตาลตกแต่งเป็นรูปหัวคนโผล่ขึ้นมา ตรงนี้สื่อความหมายว่าไม่ลืมคนที่จากไปแล้ว บางบ้านก็สั่งทำพิเศษเป็นหน้าคนที่พวกเขารักเลยก็มี นอกจากนี้ก็จะมีก้อนน้ำตาลที่ทำออกมาเป็นรูปหัวกะโหลกที่สื่อไปถึงการบูชาเทพีแห่งความตายวางไว้บนโต๊ะเช่นกัน

 

 

  จัดตกแต่ง เสริมโน่นนี่ สร้างสีสรร

 

การจัดสถานที่จะเริ่มตั้งแต่หลุมศพเลย พวกเขาจะพากันไปทำความสะอาดพร้อมทั้งประดับตกแต่งหลุมศพให้กลับมามีสีสัน บ้างก็จะจ้างนักร้องนักดนตรีมีร้องเพลงหน้าหลุมศพด้วย บางครอบครัวที่ไม่ได้จัดงานที่บ้าน ก็อาจจะหอบที่นอนหมอนมุ้งมานอน มากินดื่ม มาใช้เวลา 24 ชั่วโมงกับคนที่พวกเขาคิดถึงที่หลุมศพ 

 

ในขณะที่หลายครอบครัวเลือกที่จะกลับไปจัดที่บ้าน โดยจะจัดหิ้งและวางรูปคนที่จากไปแล้ว จัดวางอาหารที่พวกเขาชอบ รวมไปถึงของใช้ที่พวกเขารัก นอกจากนี้ยังจัดโต๊ะเก้าอี้ (บางบ้านอาจจะเป็นเสื่อ) ไว้มุมหนึ่งเพื่อรอต้อนรับพวกเขามานั่ง และก็เช่นเดียวกับที่หลุมศพคืออาจจะมีดนตรีประกอบเพื่อเป็นการต้อนรับพวกเขากลับบ้านด้วย

 

 

  ได้ใกล้กัน แม้เพียงจิต ก็ชื่นใจ  

 

เมื่อคนที่ยังอยู่ คนที่เฝ้ารอทำทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว หลังจากนั้นพวกเขาก็จะแค่รอให้ถึงเวลา พวกเขาจะตั้งโต๊ะและเก้าอี้ไว้ 1 ชุดหน้าหิ่งบูชา ส่วนพวกเขาจะไปนั่งอยู่อีกมุมที่ไม่ไกลกัน และใช้เวลาตรงนี้เพื่อสัมผัสถึงคนรัก คนที่พวกเขาคิดถึง บางครอบครัวใหญ่ๆ ก็อาจจะมีเปิดเพลงร้องเล่นเฮฮากันกับครอบครัวที่ยังเหลือบ้าง แต่บางบ้านก็จะเพียงแค่นั่งมอง และพูดคุยกับโต๊ะที่ว่างเปล่าตรงนั้นในใจ หวนคิดถึงวันดีๆ ที่เคยได้มี เคยได้ใช้ ร่วมกัน 

 

 

หลายครอบครัวจะต้องสั่งทำขนมล่วงหน้าแรมปี และเทศกาลนี้มักจะตกแต่งด้วยกระดาษ picado (ปิคาโด)
ซึ่งเปรียบเหมือนอากาศบนแท่นบูชา

 

การจัดหิ่งบูชาจะแตกต่างกันตามแต่ละเมือง แต่หลักๆ แล้วจะมีรูป อาหารคาวหวาน เทียน และของรักของคนที่จากไป

 

 

มีข้อมูลจากช่อง เจอนิ่ม เจอนี่ ที่มีโอกาสได้ไปสัมผัสกับเทศกาล Day of the Dead แบบดั้งเดิม ซึ่งบ้านนั้นก็คือบ้านของเพื่อนคุณนิ่มเอง คุณนิ่มเล่าถึงสิ่งที่ได้พบเจอไว้ว่า “ เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณรีเบกก้าวิ่งเข้าไปจุดเทียน รีเบกก้าร้องไห้และพูดว่ากับคุณนิ่มว่า มันเป็นสิบๆ ปีแล้วนะ แต่ฉันยังคิดถึงเขาอยู่เลย

 


 

คนเราจะตายได้ 2 ครั้ง 
ตายครั้งแรกคือไปด้วยกายและลมหายใจ

ตายครั้งที่สองคือตายไปจากความทรงจำของคนที่เรารัก
 : จากหนังเรื่อง COCO

 

 

หากใครเคยได้ดูหนังเรื่อง COCO วันอลวน วิญญาณอลเวง ก็จะได้ยินประโยคที่แสนจะลึกซึ้งนี้อย่างแน่นอน หนังเรื่องนี้เป็นหนังของ Disney Pixar เป็นหนังที่อิงกับเทศกาล Day of the Dead ได้อย่างลึกซึ้งและถูกต้อง หนังชี้ให้เราเข้าใจ และเห็นถึงความสำคัญของเทศกาลนี้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการถูกจดจำไปพร้อมๆ กับการถูกลืม และหนังยังบอกเราเป็นนัยๆ ว่า เมื่อคนหนึ่งได้ตายจากเราไป เขาก็หายไปเพียงแค่ร่างกาย พวกเขาไม่เคยหายไปจากความทรงจำของเราเลย แม้แต่วินาทีเดียว

 

 

ถึงแม้ในปัจจุบันเทศกาล Day of the Dead จะมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทันยุคทันสมัย อีกทั้งยังถูกชูขึ้นมาเป็น 1 ในเทศกาลเรียกนักท่องเที่ยวของประเทศมากขึ้น แต่คนเม็กซิโกหลายครอบครัวก็ยังคงยึดและปฏิบัติตามแบบฉบับดั่งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และนอกจากจะเป็นเทศกาลที่ถูกจัดขึ้นมาเพื่อระลึกถึงคนที่จากไปแล้ว Day of the Dead ยังเป็นเทศกาลรวมญาติของคนเม็กซิโกด้วยนะ นับว่าเป็นเทศกาลแห่งครอบครัวอย่างแท้จริง

 

 

 สามารถรับชมหนังสุดซึ้งเรื่องนี้ได้ทาง Disney Hotstar 

 

 


 

💙  อ่านบทความที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ได้ที่นี่

 


แหล่งข้อมูลอ้างอิง : readthecloudpatourlogydayofthedead

  • avatar writer
    โดย Ying
    ฺ𝘉𝘰𝘰𝘬 • 𝘊𝘰𝘧𝘧𝘦𝘦 • 𝘞𝘢𝘭𝘬𝘪𝘯𝘨 • 𝘍𝘳𝘦𝘦𝘥𝘪𝘷𝘪𝘯𝘨
แสดงความคิดเห็น