หยิบหนังมาเล่า | ผู้หญิง = เหยื่อของความรุนแรง สูตรสำเร็จที่มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง !

avatar writer
โดย : imnat
avatar writer19 พ.ค. 2565 avatar writer235
หยิบหนังมาเล่า | ผู้หญิง = เหยื่อของความรุนแรง สูตรสำเร็จที่มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง !

 

" เราไม่ได้เลือกปฏิบัติกับคนอื่น

แต่ทำไมคนอื่นถึงเลือกปฏิบัติกับเรา "

 

จากประโยควรรคทองในตอนหนึ่งของภาพยนตร์ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ในตอนนี้อย่าง Gangubai Kathiawadi หรือในชื่อภาษาไทยว่า หญิงแกร่งแห่งมุมไบ เหมือนเป็นหินก้อนเล็ก ๆ ที่ทำให้ทางเราเกิดสะดุดระหว่างการเดินทางโลดแล่นไปในโลกของภาพยนตร์เรื่องนี้ จากเดิมทีที่เราเป็นพวกที่อ่อนไหวง่ายกับวลีเด็ดและคำคมอยู่แล้ว พอเจอประโยคนี้เข้าไป ถึงกับจึก เหตุผลไม่ได้เป็นเพราะใคร ผู้กำกับไม่ได้ผิด อาเลีย บาตต์ นักแสดงหญิงของเรื่องที่พูดประโยคนี้ก็ไม่ผิด แต่ที่ผิด ก็คือ แค่ประโยคสั้น ๆ เพียงประโยคเดียวแต่มันแฝงไปด้วยความจริง จริงเสียจนชนิดที่ว่าเคยมีหญิงสาวหลายคนบนโลกนี้ต่างเคยเจ็บช้ำเพราะประโยคนี้กันมาแล้วนับไม่ถ้วน  

 

จากการชมภาพยนตร์เรื่อง หญิงแกร่งแห่งมุมไบ ทำให้เราอดนึกถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่เคยดูเมื่อหลายปีมาแล้วไม่ได้ จนอยากจะหยิบมันขึ้นมาเล่า และพูดถึงให้ทุกคนได้รู้จักกันสักครั้ง ถึงแม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นจะไม่ได้เป็นภาพยนตร์ที่อยู่ในกระแส แต่เนื้อหาของมันกลับน่าสนใจเสียจนทำให้เราอดนึกถึงไม่ได้เลย ทั้ง ๆ ที่เนื้อหาของมันก็ไม่ได้เพลิดเพลิน หรือจรรโลงใจคนดูขนาดนั้น 

 

และใช่... มันเป็นหนังที่สามารถสร้างความหดหู่ใจให้กับคนดูอย่างเรามากเหลือเกิน

 


 

🎬 3096 DAYS 🎞️

 

3096 Days

 

3096 Days หนังสัญชาติเยอรมัน ที่เข้าฉายไปในปี ค.ศ. 2013 โดยเนื้อหาได้อ้างอิงมาจาก เรื่องจริงของ 'นาทัสชา คัมพุช' ที่ได้เผชิญกับฝันร้ายตั้งแต่ยังเด็ก ในขณะที่เด็กสาวคนอื่น ๆ อาจจะโตมาพร้อมกับความฝัน ความสุข และเส้นทางที่โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ แต่ทว่าสิ่งที่นาทัสชาต้องเจอกลับเป็นความหดหู่ สิ้นหวัง จนไม่น่าเชื่อเลยว่าเธอจะสามารถเอาชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้

 

จากฝันร้ายที่ได้เกิดขึ้นกับนาทัสชา ทำให้เธอตัดสินใจว่าจะถ่ายทอดเรื่องราวความโหดร้ายที่ได้เผชิญมาตลอด 8 ปี แทนที่จะเก็บเงียบเอาไว้คนเดียว และด้วยอิมแพคจากการบอกเล่าประสบการณ์ของเธอนั้น ทำให้เรามีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งหนึ่งในชีวิต ทำให้เราผู้ที่อาจจะผ่านการใช้ชีวิตแบบโลกสวยมาโดยตลอด ได้เห็น และรับรู้ถึงความโหดร้ายของผู้ชายคนหนึ่งที่ได้เปลี่ยนโลกสีขาวอันแสนบริสุทธิ์ของ นาทัสชา คัมพุช ไปอย่างสิ้นเชิง

 

 

| ปฐมบทของเด็กสาวผู้โชคร้าย

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เปิดมาด้วยฉากของเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งที่กำลังเล่นสกีอย่างมีความสุข แต่ใครจะไปรู้ว่าภายใต้ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มนิด ๆ ของเด็กสาวคนนี้ จะเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องที่ดังก้องอยู่ข้างใน ยากที่ใครจะได้ยิน...

 

นาทัสชา คัมพุช อาศัยอยู่กับพ่อและแม่ที่แยกกันอยู่ตั้งแต่เธอยังเด็ก ในช่วงวันหยุดเธอจะไปอยู่กับพ่อ ส่วนในวันที่ต้องไปเรียนเธอก็จะกลับมาอยู่กับแม่ ในเวลาที่เธออยู่กับพ่อเธอจะเป็นเด็กที่ร่าเริงแจ่มใส ชอบเข้าสังคมเหมือนกันกับเค้า ตรงข้ามกัน เมื่อเธอใช้ชีวิตอยู่กับแม่ที่เข้มงวด และมีความจริงจังกับทุกเรื่องในชีวิต (โดยเฉพาะเรื่องของเธอ) เมื่อนั้นนาทัสชาก็จะกลายเป็นเด็กที่เงียบขรึม พูดน้อย และชอบมีปากเสียงกับแม่อยู่บ่อยครั้ง

 

โลกทั้ง 2 ใบของนาทัสชา เลยหาความพอดีไม่ได้เลย

 

ซึ่งนั่นไม่ได้หมายถึงชีวิตในบ้านของเธอเพียงอย่างเดียว แต่มันดันส่งผลกระทบไปถึงการเข้าสังคมเวลาที่ต้องอยู่กับกลุ่มเพื่อนในโรงเรียนอีกด้วย เพราะจุดเริ่มต้นนี้เลยทำให้นาทัสชาเป็นเด็กที่ไม่มีเพื่อน และมักจะไปไหน - มาไหนคนเดียวตลอด นาทัสชาปรารถนาการได้อยู่กับพ่อมากกว่าแม่ เธอรู้สึกว่าโลกของพ่อคือโลกที่เธอจะได้ปลดปล่อย ได้รับความสนใจ และเป็นตัวของตัวเอง ดังนั้นการที่เธอต้องมาอยู่กับแม่ในวันธรรมดา จึงกลายเป็นเหมือนฝันร้าย ที่สุดท้ายก็ได้กลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ อันตรายบางอย่าง ได้คืบคลานเข้ามาหาตัวเธอได้ไวกว่าที่คิด

 


 

 

| จุดเริ่มต้นของความเชื่อใจ

 

นาทัสชา ถูกลักพาตัวไปในวันหนึ่งระหว่างทางกลับบ้าน ซึ่งคนที่ลักพาตัวเธอมานั้นเป็นชายหนุ่มแปลกหน้า หน้าตาดี และที่สำคัญ ก็คือ เค้าดูโตกว่าเธอเยอะมาก ๆ 

 

ซึ่งตรงนี้เองทำให้เรานึกถึงกลุ่มอาการทางจิตที่เรียกว่า Lolita Complex ที่หมายถึงผู้ชายที่มีความชอบในเด็กสาวที่มีอายุน้อยกว่า ซึ่งความชอบนี้อาจจะหมายถึงความเอ็นดูอย่างเดียวก็ได้ หรืออาจจะลามปามไปจนถึงขั้นหลงรัก และอยากได้เด็กคนนั้นมาครอบครอง หรือที่เค้าเรียกกันว่า โรคใคร่เด็ก (Pedophilia)  ที่ผู้ป่วยไม่ได้มีแค่ความเอ็นดูให้กับเด็กคนหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่อาจเลยเถิดจนถึงขั้นคิดอยากมีเพศสัมพันธ์กับเด็กคนนั้นขึ้นมาเลย แต่ใดใดก็ตาม ต่อให้เราไม่รู้จุดประสงค์การลักพาตัวของชายแปลกหน้าคนนี้ แต่สิ่งที่เรารับรู้ได้ในตอนนี้ ก็คือ วัตถุประสงค์ที่แอบแฝงของเค้านั้นไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่ส่งผลดีต่อตัวของนาทัสชาอย่างแน่นอน

 

นาทัสชาถูกจับมาขังไว้ในห้องใต้ดินเล็ก ๆ ที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากสิ่งอำนวยความสะดวก ที่จำเป็น อาทิ โถส้วม อ่างล้างจาน (ที่ถูกใช้เป็นอ่างล้างหน้า และอาบน้ำไปในตัว) ไม่มีเตียงนิ่ม ๆ มีแต่ฟูกนอนแข็ง ๆ ที่ปูราบอยู่บนพื้น บรรยากาศภายในห้องดูอึดอัดสำหรับเด็กคนหนึ่งที่โตมาพร้อมกับข้าวของจุกจิกมากมาย ซึ่งในตอนนี้มันไม่เหลืออะไรที่สามารถจรรโลงใจของเธอได้เลย (นี่ยังไม่นับรวมความกลัวหลังจากที่ถูกลักพาตัวมาด้วยนะ)

 

ซึ่ง นาทัสชา คัมพุช ได้รู้ความหมายของคำว่า " ตกนรกทั้งเป็น " ก็ตอนนี้นี่เอง

 

หลังจากใช้เวลาอยู่กับชายแปลกหน้าไปได้อีกสักพัก ถามว่าเค้าดูแลเธอดีไหม ในสายตาของคนเฝ้ามองอย่างเรามองว่าเค้าก็ดูแลเธอได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน หรือแม้แต่กิจกรรมที่เด็ก ๆ ชอบ อย่างเช่นการเล่านิทาน เพราะในทุก ๆ คืนก่อนนอน เค้ามักจะลงมาที่ห้องใต้ดินพร้อมกับหนังสือนิทานหนึ่งเล่มในมือ บางวันถ้าเธอทำตัวดีหน่อยก็จะมีการหยิบบิสกิตติดลงมาเป็นรางวัลให้เธอด้วย 

 

และเมื่อใดก็ตามที่เค้าเล่านิทานถึงฉากหวาน ๆ ระหว่างเจ้าชายกับเจ้าหญิง เค้ามักจะชอบมองสบตาของนาทัสชาแบบมีนัยยะ ด้วยความสม่ำเสมอของเค้าทำให้เด็กสาวคนหนึ่งเสพติดเข้าในที่สุด เค้าทำให้นาทัสชารู้สึกว่าเธอขาดเค้าไปไม่ได้ ซึ่งนี่อาจเป็นสิ่งที่เค้าคาดหวัง หรือบังเอิญได้รับมันในแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ อันนี้เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่สายตาที่เค้ามองสบตาของนาทัสชาตอนนั้นทำให้คนดูอย่างเรารู้สึกขยาด และไม่สามารถลืมมันลงได้จริง ๆ

 


 

 

| เมื่อจุดประสงค์เริ่มผันแปร ความรู้สึกก็แปรเปลี่ยน

 

ในช่วงที่นาทัสชาถูกลักพาตัวมาแรก ๆ ตอนนั้นเรียกได้ว่าสื่อทุกสำนักต่างพากันประโคมข่าวการหายตัวไปของเธอกันยกใหญ่ แต่เมื่อไร้เบาะแส และความคืบหน้า ข่าวการหายตัวไปของเด็กสาวคนหนึ่งก็ค่อย ๆ ถูกลืมไป ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยข่าวอื่น ๆ แทน

 

ขณะเดียวกันทางด้านของนาทัสชาก็ได้ใช้ชีวิตในแต่ละวันไปกับการทำในสิ่งที่ชายแปลกหน้าคนนั้นพึงพอใจ เค้ามักจะพูดกรอกหูเธออยู่เสมอว่า ' เชื่อฟังชั้น เชื่อฟังชั้น เชื่อฟังชั้น '  ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่เธอขัดขืน หรือร้องขอให้เค้าพาเธอกลับไปส่งที่บ้าน เค้ามักจะลงโทษเธอด้วยสารพัดวิธี ที่คนดูอย่างเรา ดูแล้วได้แต่ถอนหายใจด้วยความสงสารและเอือมระอา

 

จนเมื่อเวลาผ่านไป นาทัสชาก็เริ่มที่จะโตเป็นสาว ในตอนนั้นความรู้สึกจงรักภักดีในตัวของชายแปลกหน้าคนหนึ่งก็ค่อย ๆ หายไป ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอยากเป็นอิสระที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมา ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะแรงกดดันที่ชายแปลกหน้าคนนั้นมอบให้เธอก่อน หรือเพราะอะไรกันแน่ แต่ความรู้สึกที่เปลี่ยนไปนั้นมันเป็นเหมือนแสงสว่างดวงหนึ่ง ที่กำลังเปล่งแสงขึ้นมาจากในตัวของเธอ

 

และตั้งแต่นั้นมา นาทัสชาเริ่มค้นพบความหมายของการมีชีวิตอยู่

ในขณะเดียวกันก็เริ่มหาหนทางในการเอาตัวรอดไปพร้อมกัน

 


 

 

| เริ่มต้นแผนการก่อกบฏ

 

แผนของนาทัสชาเริ่มต้นขึ้นด้วยการทำให้ชายแปลกหน้าคนนั้นเชื่อใจ และไว้ใจจนยอมมอบอิสระบางส่วนให้แก่เธอ ให้เธอสามารถทำอะไรได้คล่องตัวขึ้นกว่าที่ผ่านมา จริงอยู่ที่อาจฟังดูเหมือนยาก เพราะชายแปลกหน้าคนนั้นก็ไม่ได้ซื่อบื้อจนเดาทางเธอไม่ออก (ไม่อย่างนั้นเธอคงจะไม่รอดมาจนถึงตอนนี้) ดังนั้นสิ่งที่เธอจะต้องแลกเปลี่ยนนั่นก็คือการพยายามให้หนักขึ้น และต่อให้มันจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน แต่ถ้าสุดท้ายสิ่งที่เธอลงทุนไปมันไม่ได้เปล่าประโยชน์ มันก็คุ้มค่าที่จะลองเสี่ยงดูไม่ใช่หรอ ?

 

และถึงแม้ว่าตั้งแต่ต้นจนมาถึงช่วงกลางของเรื่อง เราจะยังไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของชายแปลกหน้าคนนี้เลย แต่เราก็พอจะเดาได้ว่าการที่เค้าจับตัวเธอมา มันไม่ได้เกี่ยวกับการเรียกค่าไถ่เอาเงินค่าหัวแน่ ๆ เพราะถ้าไม่นับรวมเวลาที่เธอขัดขืนเค้า เราแทบจะไม่ได้เห็นการกระทำที่เค้าเป็นฝ่ายลงมือกระทำใส่เธอก่อนโดยที่ไม่มีเหตุผลเลย ดังนั้นเราเลยสันนิษฐานเอาเองจากการที่ดูมาจนถึงตอนนี้ว่า เค้าอาจจะมีอาการของโรค Lolita Complex อยู่จริง ๆ และอาจเลวร้ายจนถึงขั้นเป็นโรคคลั่งเด็กได้เลย

 

สิ่งที่นาทัสชาคาดหวังเริ่มส่งผลให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มตั้งแต่การที่เค้าพาเธอขึ้นมาจากห้องใต้ดิน มีการซื้อของให้ มีการฉลองเนื่องในโอกาสพิเศษด้วยกันในห้องแคบ ๆ ไหนจะพาเธอออกไปสูดอากาศนอกบ้านตามที่เธอร้องขอ สิ่งที่เค้าแสดงออกแม้จะดูแข็ง ๆ แต่มันก็ทำให้คนดูอย่างเราเห็นว่าชายแปลกหน้าคนนี้เริ่มมีความรู้สึกดีปนความขัดแย้งในตัวเองต่อนาทัสชาขึ้นมาแล้วจริง ๆ ซึ่งนั่นทำให้นาทัสชาเริ่มมีหวังมากขึ้นกว่าเดิม

 


 

 

| ปัจฉิมบทของเด็กสาวที่ (เคย) โชคร้าย

 

การรับรู้ถึงการมีอยู่ของนาทัสชาเริ่มค่อย ๆ ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสิ่งนั้นได้กระตุ้นให้เธอตัดสินใจฮึดสู้เพื่อตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า หลังจากที่เผชิญกับความกดดันมาตลอดที่นรกใต้ดินแห่งนี้ และเพื่อลบล้างความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตที่ผ่านมา เธอพยายามสู้ต่อ แม้จะถอดใจมาหลายหนแล้วก็ตาม แต่เพื่อที่จะได้กลับคืนสู่อ้อมกอดของคนในครอบครัวอีกครั้ง ในบริบทตอนท้ายของเรื่องนับว่าเป็นอะไรที่ทำให้คนดูอย่างเราตามลุ้นเอาใจช่วยแบบอดไม่ได้เลยจริง ๆ ซึ่งสิ่งที่หนังเรื่องนี้พยายามทำให้เราเห็นไม่ใช่การประณาม หรือโทษว่าเป็นความผิดของเด็กคนหนึ่งที่เกิดมาเป็นเด็กมีปัญหา ไม่ยอมคบค้าสมาคมกับคนอื่นจนทำให้โดนลักพาตัว

 

เพราะเธอไม่ผิด ที่จู่ ๆ จะโชคร้ายทำให้ตัวเองกลายเป็นเหยื่อ

 

แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้อยากให้ทุกคนโฟกัส ก็คือ การเตือนสติตัวเองในการใช้ชีวิต และทำให้เราได้เห็นถึงการมีอยู่ของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่อดทนและยอมทำทุกอย่าง เพื่อที่จะได้พาตัวเองกลับคืนอ้อมกอดของคนในครอบครัวอีกครั้ง ซึ่งนี่ทำให้เรานึกถึงหนังไทยขึ้นมาอีกเรื่องอย่าง เตือนใจ พวงนาค ที่สร้างขึ้นมาจากเรื่องจริงที่ว่ากันว่าเป็นคดีฆ่าข่มขืน คดีแรกของประเทศไทย  และถึงแม้ว่าตอนจบของเรื่องจะไม่ได้นำพาความหวังมาให้กับคนดูอย่างเรา แต่กระแสของภาพยนตร์เรื่องนี้ในตอนนั้น ได้ก่อให้เกิดการรับรู้ถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งได้จริง ๆ

 


 

🎬 เตือนใจ พวงนาค 🎞️

 

เตือนใจ พวงนาค

ขอบคุณภาพจาก Thai Movie Posters

 

เตือนใจ พวงนาค คือ ชื่อของนักศึกษาสาวคนหนึ่งที่ถูกฆ่าข่มขืนจนเสียชีวิต เรื่องราวของเธอได้ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของภาพยนตร์ในปี พ.ศ. 2522 ซึ่งในตอนนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ถูกพูดถึง และก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวในสังคมได้จริง ๆ 

 

เรื่องราวของ เตือนใจ พวงนาค ได้เริ่มต้นขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างเด็กสาว กับหนุ่มนักเรียนนายร้อยที่มีความรู้สึกดีต่อกัน จนวันหนึ่งเค้าได้ชวนเตือนใจกับกลุ่มเพื่อนไปเที่ยวที่พัทยาด้วยกัน ระหว่างทางขากลับมาที่บ้าน กลุ่มเพื่อนของนักเรียนนายร้อยคนนั้นดันไปมีปากเสียงกับจิ๊กโก๋แถวบ้านของเตือนใจเข้า แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไร สามารถคลี่คลายกันได้สำเร็จ

 

ซึ่งไม่รู้ว่านี่เป็น จุดเริ่มต้นการก่อชนวน  ของจิ๊กโก๋กลุ่มนี้หรือเปล่าเราก็ไม่อาจรู้ได้ แต่เหตุการณ์หลังจากนั้น หนุ่มนักเรียนนายร้อยได้ชวนเตือนใจไปงานเลี้ยงฉลองโรงเรียนนายร้อยด้วยกัน แต่พอไปถึงหน้างานเตือนใจกลับพบว่า หนุ่มนักเรียนนายร้อยคนนั้นเกิดติดธุระกะทันหัน ไม่สามารถมางานเลี้ยงได้ ซึ่งนั่นทำให้เตือนใจหมดอารมณ์ที่จะอยู่ต่อ เลยขอตัวกลับบ้านทันที

 

ระหว่างทางกลับบ้านนั้นเอง ด้วยความที่ว่าเส้นทางในสมัยนั้นกับตอนนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ต่อให้ขึ้นชื่อว่าเป็นซอยสุขุมวิท 101 แต่ซอยสุขุมวิท 101 ในตอนนั้นมีความลึก และก็เปลี่ยวมาก เลยเป็นสาเหตุของคดีฆ่าข่มขืนนางสาวเตือนใจ พวงนาคขึ้นมา โดยคนร้ายก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นหนึ่งในจิ๊กโก๋ที่ตั้งใจจะข่มขืน ก่อนจะฆ่า และชิงทรัพย์เธอไปนั่นเอง

 


 

 

ไม่ว่าจะเป็น 3096 วันของนาทัสชา คัมพุช หรือจะเป็น 1 คืนอันแสนโหดร้ายของเตือนใจ พวงนาค  ถึงแม้ว่าเส้นเรื่อง และบทสรุปของภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่องนี้จะมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันนั่นก็คือบริบทของหนังที่ผู้สร้างต้องการจะสะท้อนให้เห็นถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม และถึงแม้ว่ามันจะขึ้นชื่อว่าเป็นภาพยนตร์ก็ตาม แต่ในภาพยนตร์ที่เราดูกันนั้น มันก็ได้ทำหน้าที่เป็นเหมือนกระบอกเสียงไม่ว่าจะทางตรง หรือทางอ้อม ผ่านการสอดแทรกนัยยะสำคัญต่าง ๆ เอาไว้อยู่มากมาย

 

ก็ขึ้นอยู่กับคนดูอย่างเราแล้วล่ะ ว่าจะดูและคิดอะไรกันต่อได้หรือเปล่า

 

เพราะปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมแค่สังคมเดียว แต่มันเป็นปัญหาระดับโลกที่เราสามารถพบเห็นกันได้ทั่วไปตามหน้าเว็บไซต์ข่าว หนังสือพิมพ์ หรือแม้แต่ในโซเชียลมีเดียเอง และต่อให้กฏหมายจะมีข้อบัญญัติรับรองสิทธิสตรีเอาไว้ อย่างเรื่องของความเสมอภาคกันตามกฎหมาย และห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมอยู่ แต่ทุกคนแน่ใจกันจริง ๆ หรอว่าต่อให้มีข้อกฏหมายเกิดขึ้นแล้ว จะไม่มีใครเลือกปฏิบัติกับผู้หญิงอีก ?

 

เพราะฉะนั้นหากคุณเป็นผู้ชาย หรือเป็นผู้หญิงที่อคติกับผู้หญิงด้วยกันเอง ก็ขอจงอย่าตัดสินคนอื่นโดยใช้พื้นฐานความคิดแบบเดิม ๆ ที่ว่า เกิดมาเป็นผู้หญิงจะต้องผิดเสมอ เพราะนั่นมันจะทำให้ผู้หญิงทุกคนถูกมองว่า เป็นเพราะพวกเธอต่างหากที่เอาตัวไปเป็นเหยื่อซะเอง ขอร้องเถอะ ยุคนี้ สมัยกันนี้แล้ว ผู้หญิงทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นตัวละครผู้โชคร้ายเสมอไป จงมองโลกให้เหมือนกับเหรียญที่มีหลายด้าน ไม่ใช่รู้ว่าสิ่งนั้นผิดแต่ก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพราะผู้หญิงก็ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน ฉะนั้นขอจงอย่าเลือกปฏิบัติกับพวกเธอไม่ว่าจะคุณอยู่ในสังคมแบบไหน เกิดที่ประเทศอะไร จะยากดีมีจนยังไง ก็ขอจงอย่าเลือกปฏิบัติกับพวกเราเหมือนที่ผ่าน ๆ มากันอีกเลย... 

 


 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ได้ที่นี่

  • avatar writer
    โดย imnat
    เสพติดการอ่าน & ดูหนัง :)
แสดงความคิดเห็น