Scuba vs Freedive วิชาการดำน้ำฉบับมือใหม่ เลือกแบบไหนให้เข้ากับเรา ?

avatar writer
โดย : Ying
avatar writer8 พ.ย. 2565 avatar writer254
Scuba vs Freedive วิชาการดำน้ำฉบับมือใหม่ เลือกแบบไหนให้เข้ากับเรา ?

 

" ดำน้ำ " กิจกรรมยอดฮิต

เรียนแล้วจะหลงรัก ลงทะเลแล้วจะติดใจ 💖 

 

ปัจจุบันโลกใต้ทะเลเป็นโลกอีก 1 ใบที่ใครหลายคนอยากทำความรู้จักกันให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะนักวิทยาศาสตร์หรือนักสำรวจเท่านั้น แต่ช่วงหลังๆ มานี้ การท่องโลกใต้ทะเลถือเป็นกิจกรรมที่คนให้ความสนใจ บวกกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การดำน้ำ ก็ยิ่งเป็นกิจกรรมที่พวกเราสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น มีการเรียนการสอนอย่างจริงจังมากขึ้น มีเทคนิคต่างๆ มากมายที่ทำให้การดำน้ำกลายเป็นเรื่องที่น่าลอง ซึ่งใครๆ ก็สามารถเรียนรู้ได้ ไม่ได้น่ากลัวหรือเป็นเรื่องเฉพาะของนักสำรวจเหมือนแต่ก่อนแล้ว

 

ช่วงไม่กี่ปีมานี้กิจกรรมดำน้ำดูเหมือนว่าจะกลายเป็นกิจกรรมหลักที่ทำให้คนบางกลุ่มมีความสนใจอยากจะออกไปเที่ยวทะเล ยิ่งทะเลที่ไหนน้ำใส ปลาสวย ปะการังเยอะ ก็จะยิ่งมีทริปดำน้ำออกมาขายเป็นแพ็กเกจกันมากขึ้น ตั้งแต่ทริปดำน้ำตื้นสนุกๆ ดูปะการัง ทักทายเหล่าฝูงปลา หรือใครอยากถ่ายรูปสวยๆ สไตล์แคมเปญของ The Face Thailand ก็ย่อมได้ ส่วนใครที่อินหนักหน่อยอาจจะเลยเถิดจนถึงขึ้นซื้อคอร์สเรียนดำน้ำแบบจริงจัง ที่ต้องเรียนกันเป็นวันๆ เลยก็มี  

 

โดยการดำน้ำที่นิยมกันในปัจจุบันนี้ จะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบหลักๆ ได้แก่ Scuba และ Freedive หรือพูดง่ายๆ คือแบบใช้ถังอากาศ กับแบบไม่ใช้ถังอากาศ เดี๋ยวเรามาดูกันว่าการดำน้ำแต่ละแบบ ต่างกันอย่างไร แล้วถ้ามือใหม่จะเลือกเรียนสักอย่างควรจะเลือกเรียนอะไรดี หรือถ้าเราแค่เป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้จริงจังถึงขั้นลงเรียน กะแค่ดำน้ำสนุกๆ ดูปลา ดูปะการังล่ะควรจะต้องลงเป็นคอร์สแบบไหน ? เดี๋ยวบทความนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับการดำน้ำทั้ง 2 แบบกัน!

 


 

Scuba Diving การดำน้ำพร้อมถังอากาศ ดำได้นาน ดำได้ลึก แต่ต้องทำความเข้าใจกับอุปกรณ์เป็นอย่างดี


🏝  Scuba Diving 


เริ่มกันที่ Scuba Diving หรือ Self Contained Underwater Breathing Apparatus Diving หรือการดำน้ำลึกโดยใช้อุปกรณ์ ซึ่งแน่นอนว่าการดำน้ำแบบนี้จะมีความเดอะแบก (เพราะต้องแบกถังอากาศลงไปด้วย) โดยข้อดีของการดำน้ำแบบนี้คือ เราไม่ต้องกังวลเรื่องการหายใจ เพราะเรามีถังอากาศอยู่ที่หลัง สามารถลงทะเลได้นานและลึก หลายคนจึงเลือกเรียนด้วยเหตุผลนี้ ซึ่งจริงๆ แล้ว Scuba เค้าก็มี Level ในการเรียนด้วยเหมือนกัน เริ่มตั้งแต่

 

  • คอร์สเริ่มต้น หรือ Open Water  จะลงทะเลได้ลึกสุด 18 เมตร
  • คอร์ส Level Advanced Open Water  จะลงทะเลได้ตั้งแต่ 18 - 30 เมตร 

 

ในส่วนของอุปกรณ์ที่ใช้ สำหรับคนที่ดำน้ำแบบ Scuba Diving ได้แก่

  • ถังอากาศ
  • Mask (หน้ากากดำน้ำ)
  • Fin (ตีนกบ) 
  • Wetsuit (ชุดดำน้ำ)
  • Regulator อุปกรณ์สำหรับหายใจใต้น้ำ เป็นสายส่งอากาศที่ต่อเข้ากับถังอากาศ คือในถังอากาศเขาจะมีแรงดันที่สูงเจ้าสายตัวนี้ก็จะทำการเปลี่ยนแรงดันให้เหมาะสมกับผู้ใช้
  • BCD (Buoyancy Compensator Device) คือ ถุงลมที่จะช่วยให้เราลอยตัวใต้น้ำได้
  • Weight Belt (เข็มขัดตะกั่ว)
  • Dive Computer และเข็มทิศ

 

ถังนี้ไม่ใช่ถังออกซิเจนแบบตามโรงพยาบาลนะ เขาคือ " ถังอากาศ " โดยในถังจะมีอากาศและออกซิเจนเพียง 21 % เท่านั้น

Dive Computer เทพเจ้าแห่งการแจ้งเตือน เตือนทุกอย่างที่นักดำน้ำต้องรู้

เข็มทิศ อยู่ในน้ำเราจะไม่ค่อยรู้ทิศ รู้ทาง กันสักเท่าไหร่

Regulator  มีหลายระดับทั้งใช้ในสันทนาการและแบบจริงจัง

BCD สามารถทั้งเติมลมและปล่อยลมเพื่อให้เราลอยตัวใต้น้ำได้อย่างสมดุล

Wetsuit มีไว้อุ่นใจกว่า ยิ่งลึกน้ำยิ่งเย็น , หน้ากาก  , ตีนกบ ( Fin)

เข็มขัดและตะกั่ว


ในส่วนของเนื้อหาและระยะเวลาเรียนของแต่ละโรงเรียนจะมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย สำหรับหลักสูตรที่เรายกมา จะขออ้างอิงหลักสูตรจาก BigBubble Diving เกาะเต่า ที่เราได้ไปเรียนมาฮะ


| หลักสูตร Open Water  

 

  • รู้จักอุปกรณ์ที่สำคัญสำหรับ Scuba, วิธีการใช้งานอย่างถูกต้อง ,ประกอบอุปกรณ์ด้วยตนเองได้ รวมไปถึงการทดสอบความปลอดภัยของเครื่องมือ
  • การเคลียร์ฝ้าและน้ำที่หน้ากาก
  • ทักษะการหายใจภายใต้น้ำ 
  • การลอยตัวในน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
  • วิธีการปฏิบัติตัวหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน
  • ฝึกความชำนาญในการใช้ไดรฟ์คอมพิวเตอร์

 

รวมระยะเวลาในการเรียนทั้งทฤษฎีในห้องเรียน + ภาคปฏิบัติ (ในสระและที่ทะเล)  4 วัน

ชื่นชมความสวยงามใต้ทะเลได้นานและลึก คือเสน่ห์ Scuba 

 

| หลักสูตร Advanced Open Water

 

ในหลักสูตรนี้ก็จะคล้าย Open water เลย แต่จะมีหลักสูตรที่ทางสถาบันบังคับเพิ่มเติม เพื่อให้เรามีสกิล และความชำนาญเพิ่มขึ้น ได้แก่

  • ดำน้ำในระดับความลึก 18-30 เมตร
  • เรียนรู้การดำน้ำโดยการใช้เข็มทิศ และไม่มีเข็มทิศนำทาง
  • การใช้ Dive Computer

 

และยังมีหลักสูตรแนะนำเพิ่มเติมซึ่งก็น่าสนใจมาก เพราะทั้งเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ และเพิ่มพูนประสบการณ์เดิมดังนี้ฮะ 

 

  • พัฒนาทักษะการลอยตัวให้มากยิ่งขึ้น
  • การดำน้ำด้วยออกซิเจนปริมาณสูง หรือไนตรอก (Nitrox)
  • เรียนรู้หลักการ Decompression หลักการใช้ออกซิเจน และการคำนวณเพื่อวางแผนการดำน้ำอย่างปลอดภัย
  • การดำน้ำตอนเวลากลางคืน ดำน้ำดูเรือจม การค้นหาและเก็บกู้วัตถุและนักดำน้ำ
  • การเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ทะเล และการเรียนรู้การถ่ายภาพใต้น้ำ 

 

ระยะเวลาเรียนตามหลักสูตรคือ 2 วัน  ฝึกสกิลเพิ่มด้วย แถมยังได้เก็บ Dive ไปด้วย ทั้งนี้ระยะเวลาในการเรียนจะขึ้นอยู่กับจำนวนทักษะเพิ่มเติมที่เพื่อนๆ เลือกเรียนด้วย  สำหรับมือใหม่ก็สามารถเรียนถึงแค่ Advanced Open Water  ได้ หรือถ้ามีใครอยากจะลงลึกไปมากกว่านี้ก็สามารถเลื่อนขั้นเป็น Dive Master ได้ แต่จะต้องผ่านการเรียน Rescue Diver มาก่อนเท่านั้นนะ

 

ในขั้นของ Advanced Open Water จะมีการดำน้ำตอนเวลากลางคืน ซึ่งน่าสนใจมาก ชาว Scuba ต้องลองให้ได้

 


 

🏝️  Freediving

 

Freediving คือตระกูลของการดำน้ำแบบไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ  การดำน้ำแบบนี้คุณครูที่สอนเรามาบอกตอนเริ่มเรียนว่า “จิตใจเป็นเรื่องสำคัญพอๆ กับร่างกาย” ซึ่งหลายคนจะเข้าใจว่า Freediving คือเรื่องของการกลั้นหายใจได้นาน ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ผิด แต่จริงๆ แล้ว Freediving มันมีเรื่องของการจัดสรีระร่างกาย การเคลียร์หู การจัดการกับความดันอากาศภายนอก และยังมีเรื่องของการจัดการกับตัวเราเองจากภายในด้วย ซึ่งโดยรวม ๆ แล้วมันก็ได้แก่ การจัดการทางด้านจิตใจนั่นเอง

 

ซึ่งแน่นอนว่าพอเราได้ลงน้ำลึกๆ แบบไม่มีอุปกรณ์ช่วยหายใจมันก็จะมีอาการวิตกกังวล มีความแตกตื่น บวกตื่นเต้นเล็กน้อย (หรืออาจจะมากสุดๆ โดยเฉพาะคนที่มีอาการแพนิก) แต่ทุกอย่างจะดีขึ้นและสนุกมากขึ้นเมื่อเราได้รับการฝึกสอนที่ถูกต้อง


ส่วนจุดประสงค์ที่ทำให้หลายคนเลือกที่จะลงเรียน Freediving นั้นก็เพราะว่า เราสามารถลงไปแหวกว่ายสำรวจใต้ท้องทะเลได้ลึกสูงสุด 24 เมตร แถมยังอยู่ได้นานหลายนาทีเลยด้วย ที่สำคัญคือไม่ต้องแบกถังอากาศ ไม่ต้องมากังวลเรื่องของการไต่ระดับขึ้นสู้ผิวน้ำ แถมค่าเรียนยังถูกกว่าด้วย แต่ ! ต้องได้รับการเรียนและการฝึกที่ถูกต้องก่อนไม่งั้นอาจจะเกิดอันตรายได้


ซึ่งการเรียน Freedive ก็มีหลาย Level ด้วยเช่นกัน มีตั้งแต่สายดำน้ำสนุกๆ ไม่เอาใบเซอร์ หรือจะเป็นการลงเรียนแบบจริงจัง จบมาพร้อมใบเซอร์ด้วยเช่นกัน  จริงๆ แล้ว Freediving ก็มีสายแข่งขันด้วย แบบแข่งจริงจังเก็บสถิติโลกกันเลย แถมมีแข่งกันหลายแบบด้วย เดี๋ยวเราลองมาดูแบบน่ารักๆ เหมาะกับคนเพิ่งเริ่มต้นกันก่อนดีกว่า

 

  • Level  ของ Freediving

    - Basic Freediving
    - Freediving Level 1
    - Freediving Level 2

จริงๆ จะมีการดำน้ำที่จัดว่าเป็นสันทนาการหรือจะจัดเป็นพื้นฐานก็ได้อยู่ 2 แบบคือ  Snorkeling และ  Skin Diving  บางคนลงเป็นทริปท่องเที่ยว แต่ในบางคนใช้เป็นด่านแรกในการทำความคุ้นเคยกับทะเล กับอุปกรณ์ก่อนจะลงคอร์สเรียนแบบได้ใบเซอร์จริงจัง

 

  • อุปกรณ์ที่ใช้ สำหรับสาย Freediving  

    - Mask (หน้ากากดำน้ำ) 
    - Fin (ตีนกบ)  
    - Snorkel 

อันนี้ขอเสริมให้นิดนึงเกี่ยวกับ Fin ของ Scuba และ Freediving  เพราะทั้งการดำน้ำทั้งสองแบบนี้เค้าจะใช้ Fin คนละแบบกัน โดย Fin ของ Freediving จะยาวกว่าและจะเบากว่า  จริงๆ ตัวหน้ากากกับ Snorkel ก็มีจุดที่แตกต่างกันด้วยนะ ถ้าถามว่า Fin กับ หน้ากาก สามารถใช้สลับกับ Scuba ได้ไหม ? คำตอบก็คือได้ฮะ แถมบางแบรนด์ก็มีการทำหน้ากากที่สามารถใส่ดำน้ำได้ทั้ง Scuba และ Freediving ด้วย  เริ่สส

 

                                 ตีนกบ ( Fin)                                                                                  Snorkel  , หน้ากากดำน้ำ

 

|  Snorkeling

 

Snorkeling จะเป็นลักษณะของการดำน้ำทัวร์ท่องเที่ยว สันทนาการ ที่สำคัญคือเหมาะสำหรับผู้ที่ว่ายน้ำไม่ค่อยเก่ง เพราะมีชูชีพเพิ่มความอุ่นใจ มีท่อหายใจ ( Snorkel ) ไหนจะยังมีหน้ากาก(mask) ช่วยในการมองสิ่งที่อยู่ใต้ผิวน้ำ ในบางคนอาจจะมีฟินหรือตีนกบ (Fins) ด้วย การดำแบบนี้จะเน้นเป็นการเที่ยวชมปะการังน้ำตื้น ดูปลาสวยงาม แบบนี้ เด็กๆ สามารถลงได้แบบไม่มีปัญหาเลย จัดเป็นกิจกรรมครอบครัวได้เลย ในส่วนของระยะเวลาในการเรียนหรือไปทัวร์ตามจุดต่างๆ ก็ใช้เวลาประมาณ 1 วันถ้วน แต่ถ้าใครติดใจก็สามารถไปหาหาดที่มีปะการังน้ำตื้นและลงน้ำได้ด้วยตนเองเลยฮะ

 

|  Skin Diving 

 

Skin Diving ยังจัดเป็นสันทนาการ การท่องเที่ยวอยู่แค่ว่าจะมีความยากขึ้นนิด เริ่มท้าทายขึ้นมาหน่อยเพราะ จะไม่มีการใส่ชูชีพ แล้วก็จะมีเรื่องการกลั้นหายใจเข้ามาเกี่ยวล่ะ อีกทั้งมีเรื่องฟินเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ส่วนหน้ากากนั้นยังคงใส่เหมือนเดิมเดิม ส่วน Snorkel จะใช้แค่ระดับผิวน้ำเท่านั้น เพราะถ้าเราคาบ Snorkel เอาไว้ในปากขณะดำน้ำ มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตรายมาก เพราะน้ำอาจจะเข้าปาก จนทำให้เราสำลักน้ำได้  

 

โดย Skin Diving จะเริ่มดำลงไปลึกมากขึ้น ให้ฟิลเหมือนเป็นการทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมก่อนที่จะลงคอร์สเรียน FreeDiving Level 1 ซึ่งสกิลที่เราสามารถอัปเพิ่มเข้าไปได้ก็ได้แก่

 

  • การมุดน้ำ  ( Duck Dive ) ลงไปที่ 3 เมตร
  • การกลั้นหายใจได้ที่ระดับประมาณ 30 - 60 วินาที
  • การดำน้ำแบบ Skin Diving จะลงน้ำที่ระดับความลึกประมาณ 3 - 5 เมตร


ระยะเวลาในการเรียนคือ 1 วันถ้วน ใครที่อยากจะลองปรับทัศนคติก่อนจะเดินทางสู่ Freediving แบบจริงจัง ก็เริ่มจากตรงนี้ได้เลย ราคาไม่แพง แถมไม่ต้องสอบด้วย 

 

| หลักสูตร Basic Freediving

อันนี้จะต่างจากทั้ง 2 แบบแรก สำหรับคนที่จะลงเรียน Basic Freediving ไม่จำเป็นจะต้องเรียน Skin diving  มาก่อน ถึงแม้จะลงในระดับความลึกใกล้ๆ กันแต่ในการเรียนคอร์สนี้จะมีเนื้อหาสาระเยอะขึ้นด้วย นั่นก็คือ 

    - วิธีในการเลือกอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Mask, Snorkel และ Fins 
    - วิธีการกลั้นหายใจ
    - การดำน้ำแบบ Static, Dynamic
    - การเคลียร์หู
    - การมุดน้ำ  ( Duck Dive )
    - เรียนรู้ความปลอดภัยในการดำน้ำรวมถึงการช่วยชีวิต ( rescue )


ระยะเวลาเรียนคือ 1 วันถ้วน  เรียนจบแล้วมีใบเซอร์ให้ด้วยนะ สำหรับใครที่อยากจะดำน้ำแบบไม่ใช่อุปกรณ์แบบจริงจังก็ข้ามขึ้นตอนนี้ไปได้เลย

 

Snorkeling ก็จะประมาณนี้ฮะ เน้นอยู่ผิวน้ำ บางกลุ่มมีชูชีพ จะคาบ Snorkel ไว้ตลอด โดยที่ปลายของท่อจะอยู่พ้นน้ำเพื่อหายใจ

ในส่วนของ Skindiving จะแตกต่างกับ Basic Freediving ตรงที่  Basic Freediving จะมีดีเทลมากขึ้น

| หลักสูตร Freediving Level 1


มาถึงคอร์สเรียนที่ลงลึกอย่างจริงจัง ลึกทั้งระดับน้ำ ลึกทั้งเนื้อหา อีกทั้งยังลึกถึงจิตใจ โดยครูผู้สอนบอกว่า Freediving เป็นเรื่องของร่างกายและจิตใจ พอได้ทำความรู้จัก และได้เริ่มปฏิบัติก็เข้าใจว่าร่างกายเป็นส่วนสำคัญก็จริง แต่การสู้กับใจของตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะการดำน้ำแบบนี้จะเป็นการ ดำน้ำที่ลงลึกไปในท้องทะเลในระดับ 10 - 16 เมตร ถ้าใจไม่กล้าพอ การลงเรียน Freediving Level 1 ก็อาจจะมีสะดุดกันบ้าง ฟังดูอาจจะเหมือนน่ากลัวแต่ พอได้ไปสัมผัส ได้เรียนอย่างถูกต้อง ได้ฝึกบ่อยๆ เพื่อนๆ จะตกหลุมรัก Freediving แน่นอนฮะ 


สำหรับ Freediving Level 1 นี้ ถ้าใครว่ายน้ำเป็นแล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องผ่าน Skin Diving  หรือ Basic Freediving มาก่อน ถ้าใครยังว่ายน้ำไม่เป็นเลยสามารถลงเรียนได้ แค่ต้องผ่านหลักสูตรเบื้องต้นมาก่อน Freediving Level 1 นั้นสามารถลงเรียนได้ตั้งแต่อายุ 15 ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่เลยจ้า ซึ่งส่วนมากแต่ละโรงเรียนจะรับตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป และต้องมีผู้ปกครองให้ความยินยอม เรามาดูกันดีกว่าว่าเนื้อหาที่จะเรียนนั้นมีอะไรบ้าง

    - เรียนรู้การกลั้นหายใจให้ได้นานกว่า 1.30 นาที
    - การเคลียร์หู 
    - การมุดน้ำ ( Duck Dive )
    - เรียนรู้ความปลอดภัยในการดำน้ำรวมถึงการช่วยชีวิตคนหมดสติในน้ำ ( rescue )
    - การดำน้ำแบบ Static, Dynamic
    - สอบทั้งภาคทฤษฎี และสอบปฏิบัติที่ระดับความลึกอย่างต่ำ 10 เมตร

ระยะเวลาในการเรียนก็ใช้เวลาประมาณ 3 วัน แบบรวมทั้งภาคทฤษฎี + ลงสระ + ออกทะเล ถ้าสอบผ่านหมดทุกอย่างแล้วก็เอาไปเซอร์ไปเลยจ้า 

| หลักสูตร Freediving Level 2


สำหรับ Level 2 นั้น ก็ลงไปเลยจ้าอย่างต่ำ 20 - 24 เมตร บางสถาบันก็จะลึกกว่านั้นไปอี๊ก ซึ่งการที่เราจะลงไประดับนี้ได้การฝึกก็ต้องมากขึ้น ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ อีกทั้งเราจะต้อง กลั้นหายให้ได้นานขึ้น บวกกับว่ายทางยาวได้ 50 เมตร ในด้านของเนื้อหาการเรียนการสอนก็คือจะต่อยอดเพิ่มเติมมากจาก Level 1  ดังนี้ฮะ 

    -
การเคลียร์หูแบบ Frenzel เทคนิคที่จะช่วยให้เราเคลียร์หูได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    - การกลั้นหายใจที่นานขึ้นถึง 2.30 นาที
    - การใช้ตาราง CO2 , O2  เพื่อประสิทธิภาพในการกลั้นหายใจที่อึดขึ้น
    - ฝึก Constant weight การใช้ฟินเพื่อลงลึก และ Free Immersion การลงไปกับเชือก
    - ทักษะ Free fall ทักษะที่จะให้เราสามารถลงไปที่ระดับความลึกขนาดนั้นได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย
    - Full lung stretching การยืดกล้ามเนื้อรอบๆ บริเวณทรวงอก


ระยะเวลาในการเรียนก็จะ 4 วันนะ  แถมถ้าเราสอบผ่านก็คือรอรับใบเซอร์ไปแบบสวยๆ และสำหรับมือใหม่คอร์ส Freediving ก็จะสิ้นสุดที่ Level 2  ถ้าใครจะไปมากกว่านี้ก็จะมุ่งไปที่สายแข่งขันได้เลย แต่ต้องเน้นฝึกซ้อมเยอะๆ เลยนะ

ในส่วนของการสอบทั้ง Level 1 ,2  จะมีเชือกลงไปตามความลึกที่ต้องสอบ และคุณครูจะอยู่ข้างๆ ตลอดทั้งขึ้นและลง ไม่มีอะไรต้องกังวลฮะ


 

" เรียนแบบไหนใช้เงินเท่าไหร่ ? "

 

สำหรับราคาค่าคอร์สเรียนต้องบอกว่า แต่ละสถาบันจะแตกต่างกันออกไป แถมการจัดการเรื่องจำนวนวัน สถานที่เรียนก็ต่างกัน บางสถาบันอาจจะมีการเรียนการสอนในกรุงเทพ (หรือจังหวัดที่ไม่ติดทะเล) ก่อน แล้วทางโรงเรียนก็จะนัดวันไปออกไดรฟ์ที่ทะเลอีกที อย่างของที่เราเรียนก็จะตั้งอยู่บนเกาะเต่าเลย จะลงสระว่ายน้ำก็ได้ หรือจะออกทะเลก็ได้ เรียนรอบเดียวจบ ไม่ต้องนัดวันเพื่อไปออกไดรฟ์ที่อื่นอีก ซึ่งข้อเสียที่ตามมาคืออาจจะไปหนักพวกค่าเดินทาง หรือค่าที่พัก (ถ้าหากโรงเรียนนั้นๆ ไม่มีที่พักให้เรา) เพราะฉะนั้นค่าเรียนที่เราสามารถสรุปออกมาจะเป็นเรทกว้างๆ ได้ดังนี้

 

  • Open Water ค่าคอร์สเรียนจะเริ่มที่ประมาณ  10,000 - 15,000 บาท
  • Advanced Open Water ค่าคอร์สเรียนจะเริ่มที่ประมาณ  10,000 - 25,000 บาท

 

ส่วนทางฝั่งพวก Freediving หรือการดำน้ำแบบไม่ใช้อุปกรณ์ แน่นอนว่าพวกค่าเรียน ค่าออกทริปต่างๆ ก็จะเบากว่ามากเลยฮะ เพราะด้วยความไม่มีค่าอุปกรณ์นั่นเองจ้า

 

  • Snorkeling ค่าออกทริปโดยเฉลี่ยจะเริ่มที่  500 - 1,000 บาท
  • Skin Diving ค่าออกทริปโดยเฉลี่ยจะเริ่มที่ 1,500 - 3,900 บาท
  • Basic Freediving ค่าคอร์สเรียนโดยเฉลี่ยจะเริ่มที่ 3,900 -  5,900 บาท
  • Freediving Level 1 ค่าคอร์สเรียนโดยเฉลี่ยจะเริ่มที่ 7,900 - 9,900 บาท
  • Freediving Level 2 ค่าคอร์สเรียนโดยเฉลี่ยจะเริ่มที่ 7,900 - 9,900 บาท

 

อย่างไรก็ตามเรา แนะนำให้เพื่อนๆ คอยติดตามจากโรงเรียนที่เล็งไว้ในใจดูจะดีกว่า เพราะบางช่วงแต่ละโรงเรียนก็จะมีโปรราคาน่ารักๆ ปล่อยออกมา อย่างเรากับเพื่อนๆ ที่ไปเรียน Freediving Level 1 ที่เกาะเต่าก็ได้โปรโมชันแบบยิ้มหน้าบานในราคา 6,900 บาท แต่มีข้อจำกัดตรงที่เรากับเพื่อนๆ จะต้องเข้าพักที่รีสอร์ทอื่น ยังไงทางที่ดีแนะนำให้เพื่อนๆ ทักไปสอบถามรายละเอียดจะชัวร์ที่สุดนะ

 


 

" ถ้าสนใจ จะเรียนดำน้ำที่ไหนดี ? "

 

สถาบันดำน้ำก็เป็นอีก 1 สิ่งที่จะช่วยประกอบการตัดสินใจว่าเราควรจะเรียนของที่ไหนดีนะ คือถ้าเราลงเรียนคอร์สดำน้ำแบบจริงจังเนี่ยพอเราเรียนเสร็จ สอบทฤษฎีเสร็จ สอบปฏิบัติผ่านหมดแล้วทางสถาบันมีจะให้ประกาศนียบัตรหรือ Certified Card, C-Card ในทุกหลักสูตร ซึ่งสถาบันที่สามารถออกใบอนุญาตดำน้ำสากลในประเทศไทยตอนนี้ มีอยู่ด้วยกัน 3 สถาบันหลักๆ คือ

 

  • PADI (Professional Association of Diving Instructors) 
  • NAUI (The National Association of Underwater Instructors)
  • SSI (Scuba School International)

 

โรงเรียนไหนได้รับการรับรองจากทั้ง 3 สถาบันนี้ ก็ลงเรียนกันได้เลยฮะ เนื้อหาครบ ปลอดภัยชัวร์


จากการสัมภาษณ์และพูดคุยกับครูสอนดำน้ำ ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่าทั้ง 3 สถาบันนี้จริงๆ แล้ว อาจจะมีความแตกต่างกันที่ตัวหลักสูตรเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับความถนัดของครูแต่ละคน โรงเรียนบางโรงเรียนคือได้รับการรับรองจากทั้ง  PADI และ NAUI เลยก็มี  ซึ่งถ้าเพื่อนๆ เลือกเรียนกับสถาบันไหน แล้วได้ใบเซอร์ เราสามารถนำใบเซอร์นั้นไปใช้ดำน้ำได้ทั่วโลกเลยนะ 

 

นอกจากนี้ทุกคนยังสามารถไขว้หลักสูตรเองได้ด้วย สมมุติว่าเพื่อน ๆ เรียน Open Water จาก PADI มา แล้วอยากจะไปต่อ Advanced Open Water กับสถาบันของ NAUI ก็สามารถทำได้  เพราะฉะนั้นหลักๆ แค่เลือกดูว่ามีการรับรองจาก PADI , NAUI และ SSI หรือไม่ ถ้ามีก็หายห่วง กรอกใบสมัคร แล้วนัดวันเรียนโลด

 


 

" ว่ายน้ำไม่เป็นเรียนดำน้ำได้ไหม ? "


เพื่อนๆ อาจจะเคยมีคำถามคาใจว่า ว่ายน้ำเก่ง ก็จะดำน้ำเก่งจริงไหม ? จริงๆ ตรงนี้สารภาพเลยว่าครั้งนึงเราก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกันนะ ซึ่งคำตอบที่อยากจะตอบจริงๆ ก็คือ No !  เพราะคนที่ว่ายน้ำเก่งไม่ได้หมายความจะดำน้ำได้ดี  และคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นก็ไม่ได้หมายว่าจะดำน้ำไม่ได้เลย ซึ่งแน่นอนว่าการที่เราว่ายน้ำเป็นมันก็จะช่วยเราได้ในเรื่องของอาการกลัวน้ำ กลัวจม รวมถึงอาการแพนิคต่างๆ 

 

แต่ สำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นเลย เราอยากจะแนะนำว่าถ้าเพื่อนๆ มีความสนใจจริงๆ ก็ควรที่จะมี ครูคอยดูแลอย่างใกล้ชิด และให้ความเข้าใจกับเราเต็มที่ แถมเพื่อนๆ ยังสามารถสบายใจได้เลยว่า เกือบจะทุกสถาบันสอนดำน้ำที่มีนักเรียนมาเรียนดำน้ำทั้งๆ ที่ว่ายน้ำไม่เป็น ซึ่งครูแต่ละท่านก็จะมีการสอนเพิ่มเติมขึ้นมา เพื่อให้เราสามารถลอยตัวอยู่ในน้ำได้ เพราะฉะนั้นใครที่กังวลตรงนี้อยู่ก็ให้เบาใจลงได้ พวกคุณได้ไปต่อ สามารถลงเรียนดำน้ำได้นะ

 

สุดท้ายเราก็มีคลิปของนักเรียนที่ว่ายน้ำไม่เป็นแต่ก็อยากจะลองเรียนดำน้ำแบบต่างๆ ดู ซึ่งก็ทำได้ เรียนได้ และดำน้ำได้เหมือนเพื่อนๆ ร่วมคอร์สเลย ลองไปดูคลิปสร้างกำลังใจกันก่อน อย่าเพิ่งตัดความหวังของตัวเองไปนะ

 

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเชิญชวนให้เพื่อนๆ ฝึกว่ายน้ำให้เป็น แค่ในระดับที่ช่วยเหลือตัวเองได้ ลอยตัวได้  มันก็ถือเป็นเรื่องดีกับตัวเราเองไม่ใช่แค่ในการเรียนดำน้ำหรอกนะ แต่มันยังเป็นทักษะที่สำคัญในการช่วยเหลือตัวเองยามคับขันอีกด้วย 

 


 

คำเตือน :  การเรียนดำน้ำไม่ว่าจะรูปแบบใด จะต้องมี Buddy เสมอ ! เพื่อคอยสังเกตและช่วยเหลือกัน เป็นสิ่งที่ทุกสถาบันสอนไม่ว่าจะในไทยหรือระดับโลกก็ตาม เพราะต่อให้เราจะดำน้ำเก่งแค่ไหนแต่เราก็ไม่มีทางที่รู้เลยว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ดังนั้นการมี Buddy ไว้อุ่นใจกว่าอยู่แล้วจ้า

 

การดำน้ำที่ปลอดภัย ต้องมี Buddy เสมอ
🌊 🌊 🌊 

 


แหล่งข้อมูลอ้างอิง :  ครูสอนดำน้ำ ครูพงษ์ +ครูเตอร์ จากโรงเรียน  BigBubble Diving  และหนังสือ หนึ่งลมหายใจใต้โลกสีคราม โดย คุณครู ด็อกเตอร์

  • avatar writer
    โดย Ying
    ญ เอง
แสดงความคิดเห็น