เตรียมตัวเจอ! Travel Bubble การท่องเที่ยวแบบเซฟสุขภาพ ไม่ยากเกินปรับตัว

avatar writer
โดย : imnat
avatar writer10 มิ.ย. 2563 avatar writer2.3 K
เตรียมตัวเจอ! Travel Bubble การท่องเที่ยวแบบเซฟสุขภาพ ไม่ยากเกินปรับตัว

อดเปรี้ยวไว้กินหวานที่แท้ทรู
หลังจากปลดล็อกดาวน์กันไป สายเที่ยวทั้งหลายก็เริ่มจะมีความหวังขึ้นมาแล้ว
กับการมาของ Travel Bubble หรือการจับคู่ประเทศท่องเที่ยว
ว่าแต่มันคืออะไร ไหนขอทำความเข้าใจหน่อยซิ


อยู่บ้านกันมานาน สายเที่ยวหลายคนคงจะเริ่มคันไม้ คันมือ อยากมีอารมณ์แพ็กของใส่กระเป๋า แล้วก้าวเท้าออกเดินทางกันแล้วใช่มั้ย? จะบอกว่าทางเราก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน ก็แหม.. อุดอู้อยู่กับบ้านนานๆ มันก็ต้องมีเบื่อกันบ้าง แถมมาตรการคลายล็อกดาวน์ก็ผ่อนปรนมากขึ้นแล้วด้วย นี่เลยกลายเป็นที่มาของรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ๆ อย่าง Travel Bubble ที่เรากำลังจะพูดถึงกันนั่นเองง 

 


Travel Bubble ก้าวแรกของการเดินทางออกนอกประเทศ


อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ Travel Bubble ก็คือการจับคู่ประเทศเดินทางที่ทำให้เราสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องกักตัว 14 วัน แต่ทั้งนี้จะต้องมีทำตามกฏและเงื่อนไข ซึ่งเงื่อนไขส่วนใหญ่มักจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันนั่นก็คือ จะต้องเป็นการจับคู่เดินทางประเทศกับประเทศ โดยที่กลุ่มประเทศที่จับคู่นั้นจะต้องเป็นกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ มีจำนวนผู้ติดเชื้ออยู่ในระดับคงที่ ไม่สูงมาก

สำหรับเมืองที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปได้จะต้องเป็นเมืองที่มีความหนาแน่นไม่มากเท่ากับเมืองใหญ่ เริ่มแรกอาจจะเป็นการท่องเที่ยวเชิง Business Trip ไปก่อน หรืออาจจะเริ่มจากกลุ่มประเทศใกล้ๆ กัน แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่าทุกประเทศจะเปลี่ยนมาใช้รูปแบบการท่องเที่ยวแบบ Travel Bubble ได้ทั้งหมด ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายและการเปิดรับนักท่องเที่ยวของประเทศนั้นๆ กันอีกที

 

 

Travel Bubble หลายประเทศได้นำร่องไปแล้ว

ยกตัวอย่างประเทศที่ได้มีการนำรูปแบบการท่องเที่ยว Travel Bubble มาใช้เป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาได้แก่ เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย ประเทศในแถบบอลติกที่เปิดให้พลเมืองจากทั้ง 3 ประเทศสามารถไปมาหาสู่กันได้ ส่วนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์นั้น หากใครได้ตามข่าวกันคงจะพอได้ยินมาบ้างว่าสองประเทศนี้ได้มีการจับมือทำข้อตกลงร่วมกันเป็นที่เรียบร้อย แต่ล่าสุดได้ทราบมาว่าระยะเวลาได้ถูกเลื่อนออกไปจนถึงเดือนกันยายน เนื่องจากยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อไม่คงที่ เลยกังวลว่าอาจจะก่อให้เกิดการระบาดตามมาอีกได้

 

 

Travel Bubble ประเทศในแถบเอเชียเราก็กำลังจะก้าวตามไป

ประเทศในเอเชียอย่างสิงคโปร์กับจีนก็ได้มีการทำข้อตกลงร่วมกันไปเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา สำหรับการเปิดพื้นที่ให้ประชากรของทั้งสองประเทศสามารถเดินทางไปทำธุรกิจระหว่างกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการกักตัว 14 วัน แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องเป็นการเดินทางในรูปแบบของ Business Trip คือเดินทางไปเพื่อลงทุนและทำธุรกิจเท่านั้น สำหรับนักท่องเที่ยวยังไม่มีกำหนดเปิดประเทศในตอนนี้

ส่วนแฟนคลับแดนปลาดิบทั้งหลาย งานนี้บอกเลยว่ามีเฮสมใจอยากกันแน่นอน เพราะล่าสุดดูเหมือนว่าประเทศญี่ปุ่นเองก็จะเริ่มมีการเปิดประเทศตามรูปแบบ Travel Bubble นี้เช่นกัน โดยเตรียมจับคู่เดินทางกับไทย, ออสเตรเลีย, เวียดนาม รวมทั้งนิวซีแลนด์ แต่อาจจะมีเงื่อนไขตรงที่ประชากรที่จะเดินทางเข้าประเทศได้นั้นจะต้องมีการเอกสารรับรองทางการแพทย์มายืนยัน และเมื่อเดินทางเข้าประเทศแล้วจะต้องทำการตรวจสุขภาพที่สนามบินกันอีกครั้งถึงจะเสร็จสิ้นกระบวนการ  

 

Travel Bubble เป็นทางออกของการท่องเที่ยวจริงไหม ขึ้นอยู่กับมุมมอง

ถ้าถามว่าการท่องเที่ยวแบบใหม่อย่าง Travel Bubble นี้เป็นทางออกของการท่องเที่ยวในปัจจุบันหรือไม่ อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน เพราะถ้าจะมองให้เป็นด้านดี อย่างการช่วยกระตุ้นสภาพเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายก็ถือว่าเป็นอะไรที่ดี แต่ถ้าจะมองว่าเป็นการกระตุ้นให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น อันนี้ก็สามารถมองได้เช่นกัน

 

 

ส่วนความแตกต่างจากการท่องเที่ยวรูปแบบเดิมๆ อันนี้น่าจะเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนที่สุด เพราะเป้าหมายหลักของการเปิดพื้นที่บางส่วนให้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้าไปนั้นมักจะอยู่ที่เมืองรองมากกว่าเมืองหลัก เนื่องจากจำนวนประชากรสามารถควบคุมได้ แถมยังสามารถลดความเสี่ยงกรณีหากเกิดการระบาดขึ้นมาอีกครั้ง แต่สำหรับใครที่กังวลว่าการเที่ยวแบบนี้จะสร้างความสนุกสนานให้กับเราได้เท่าเดิมไหม อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเตรียมความพร้อมของเราแล้วล่ะ ว่าเตรียมตัวมาดีมากน้อยแค่ไหน

 

Travel Bubble ความยากง่ายอยู่ที่การบริหารจัดการของแต่ละประเทศ

จะเห็นได้ว่ารูปแบบการท่องเที่ยวแบบใหม่นี้ขึ้นอยู่กับการบริหารและจัดการของแต่ละประเทศ ที่มีระเบียบและข้อจำกัดไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญที่สุดคงจะหนีไม่พ้นเหตุผลด้านสุขภาพของประชากร ซึ่งถ้ามีการปรับเปลี่ยนรูปแบบมาใช้วิธีนี้จริงๆ จะต้องมีการควบคุมและจัดการที่เข้มงวดพอสมควร โดยจะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าเปิดประเทศแล้ว จะสามารถปล่อยปละละเลยไปได้ มิเช่นนั้นเราอาจจะได้ตกอยู่ในสถานการณ์ล็อกดาวน์กันอีกรอบแน่นอน

 

 


หนทาง Travel Bubble ในประเทศไทย


ประเทศไทย หนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก หลังจากเผชิญหน้ากับโควิดมา ส่งผลทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนอกจากจะกระทบกับระบบเศรษฐกิจในประเทศแล้ว การสูญเสียรายได้ยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจในกลุ่มท่องเที่ยวอีกเป็นทอดๆ ตั้งแต่เจ้าของกิจการ, คนในพื้นที่, ธุรกิจสายการบิน, พ่อค้าแม่ค้า, ลูกจ้าง รวมถึงอาชีพอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน

 

 

ซึ่งถ้าถามว่าประเทศไทยของเราเมื่อไหร่จะมีการนำรูปแบบของการท่องเที่ยวนี้มาใช้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เปิดเผยว่า ตอนนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในระหว่างการหารือถึงรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่อย่าง Travel Bubble กับการนำมาปรับใช้กับการบริหารงานในประเทศ ซึ่งถ้ามีการอนุมัติให้ใช้รูปแบบการท่องเที่ยวนี้จริงๆ ประเทศไทยของเราคงจะเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการได้ในช่วงประมาณปลายปี 

โดยในระหว่างนี้อาจจะต้องอาศัยนักท่องเที่ยวจากในประเทศกันไปก่อน เพราะอย่างที่บอกไปว่าการจะปรับเปลี่ยนรูปแบบให้มาเป็นการท่องเที่ยวแบบใหม่ได้นั้น จะต้องอาศัยการวางแผนอย่างรัดกุมมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยจะต้องอาศัยเงื่อนไข ข้อกำหนด การเตรียมความพร้อม ฯลฯ ซึ่งก็หวังว่าประเทศไทยเราจะค่อยๆ เริ่มปรับตัว และหาทางฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้กลับมาดีขึ้นในเร็ววัน สำหรับสายเที่ยวทั้งหลาย ในระหว่างที่รอความชัดเจนต่างๆ นี้ ได้เวลาเก็บเงินรอล่วงหน้ากันไปก่อนนะ เปิดประเทศเมื่อไหร่ได้เวลาติดปีกบินโลดดด... 🛫 

 

 


ปันโปรสรุปให้

• เกียมตัวให้พร้อม กับเทรนด์การท่องเที่ยวแบบใหม่ หรือที่เรียกว่า Travel Bubble ซึ่งจุดประสงค์ของ Travel Bubble ก็คือการร่วมมือกันทางการท่องเที่ยว และการกระตุ้นสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศให้ดียิ่งขึ้น สำหรับรูปแบบของการท่องเที่ยวนั้นจะเป็นการจับคู่เดินทางประเทศกับประเทศ ซึ่งประเทศที่จับคู่เดินทางจะต้องเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงน้อย มีจำนวนผู้ติดเชื้ออยู่ในระดับคงที่ ไม่สูงมาก

• สำหรับประเทศที่ออกเดินทางก่อนไม่รอแล้วนะ ก็ได้แก่ประเทศในแถบบอลติกอย่าง เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย ที่เปิดให้พลเมืองจากทั้ง 3 ประเทศสามารถไปมาหาสู่กันได้ โดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน

• ส่วนประเทศไทยเรากำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการหารือ ซึ่งก็หวังว่าพวกเราคงจะได้ยินข่าวดีกันเร็วๆ นี้ว่าจะจับคู่เดินทางกับประเทศไหนบ้าง แอดมือไม้สั่น อยากจัดกระเป๋าไปเที่ยวไม่ไหวแล้วววว

 

via GIPHY

 

  • avatar writer
    โดย imnat
    เสพติดการอ่าน & ดูหนัง :)
แสดงความคิดเห็น