OATSIDE "เปลี่ยนภาพจำ จนชนะใจ" แบรนด์นมโอ๊ตน้องใหม่ ที่กำลังตกสายเฮลตี้ไทยในตอนนี้ !

avatar writer
โดย : imnat
avatar writer5 ส.ค. 2565 avatar writer2.9 K
OATSIDE "เปลี่ยนภาพจำ จนชนะใจ" แบรนด์นมโอ๊ตน้องใหม่ ที่กำลังตกสายเฮลตี้ไทยในตอนนี้ !

 

สารภาพมาซะดี ๆ มีใครในที่นี้เคยไปตามล่าหานมยี่ห้อ OATSIDE ที่ซูเปอร์กันมาแล้วบ้าง 😅

 

หากใครเคย บอกเลยว่าเราคือเพื่อนกัน และปฏิเสธไม่ได้เลยด้วยว่ากระแสของนมทางเลือกในบ้านเราตอนนี้ กำลังมาแรงมาก อย่างก่อนหน้านี้ที่หลายคนอาจจะเคยเห็นผ่านตามา ถ้าเอาว้าว ๆ เลย ก็จะมีตั้งแต่นมอัลมอนด์ นมถั่วพิสตาชิโอ หรือจะเป็นนมวอลนัท ซึ่งแค่นั้นก็ถือได้ว่าเป็นการเปิดโลกของการดื่มนมให้กับเราได้แล้วในระดับนึง

 

แต่ล่าสุด กระแสของนมโอ๊ตก็คือมาแรง แซงทุกโค้งเลยจริง ๆ เชื่อว่าอย่างน้อยตอนนี้เวลาใครไถหน้าฟีดโซเชียลมีเดียของตัวเอง น่าจะเคยเห็นหน้าค่าตาของนมชนิดนี้กันมาบ้าง แต่ที่ดูจะเป็นแรร์ไอเทมสุด ๆ ณ จุดนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้น OATSIDE แบรนด์นมโอ๊ตจากประเทศสิงคโปร์ ที่เพิ่งเปิดตัวมาได้ไม่ถึงปี แต่ทว่าตอนนี้เป็นที่ต้องการของสายเฮลตี้ในบ้านเรากันสุด ๆ 🔥 

 


 

รู้จัก OATSIDE แบรนด์นมโอ๊ตน้องใหม่

ที่ชนะใจผู้บริโภคด้วย "รสชาติ และภาพลักษณ์"

 

ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยที่มีการระบาดของไวรัสโควิด 19 ในช่วงนั้นเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีใครเลย ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสนี้ หลายธุรกิจต้องปิดตัวลงเนื่องจากขายของไม่ได้ พนักงานบริษัทก็ถูกไล่ออกเพราะทางบริษัทไม่มีเงินที่จะจ้างต่อ นอกจากจะมีเรื่องที่ทำให้พวกเราทุกคนจะต้องรับมือ และปรับตัวกันถ้วนหน้าแล้ว การเกิดขึ้นมาของอาชีพที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ทุกคนพร้อมใจกันอ้าแขนรับในแบบที่ปฏิเสธไม่ได้

 

ซึ่งต้องบอกเลยว่าจุดเริ่มต้นของ OATSIDE มีที่มาที่ไปแทบจะไม่ต่างจากสถานการณ์ที่พวกเราจะต้องเจอกันในช่วงนั้นเลย เพียงแต่ว่าการมาของ OATSIDE เป็นอะไรที่ต้องอาศัยเวลาในการ ทำการบ้าน ที่มากกว่า โดยจุดเริ่มต้นของแบรนด์ OATSIDE ได้เริ่มต้นขึ้นจากสถานการณ์ในชีวิตประจำวันของ Benedict Lim หนุ่มชาวสิงคโปร์วัย 31 ปี ที่ใช้เวลาระหว่างการอยู่บ้านในช่วงที่มีการแพร่ระบาดด้วยการทดลองทำนมข้าวโอ๊ตดื่มเอง ถ้าจะบอกว่ามันให้ฟีลเหมือนเป็นงานอดิเรกเล็ก ๆ อะไรแบบนั้นก็ได้นะ

 

Benedict Lim ภาพจาก KL Foodie

 

แต่ทว่าด้วย Passion จากงานหลักของเค้าที่อยู่ในบริษัทเกี่ยวกับอาหาร จากงานอดิเรกเล็ก ๆ ก็ค่อย ๆ เริ่มที่จะจริงจังขึ้นมา และโชคดีที่เค้าเป็นสายเฮลตี้อยู่แล้วด้วย Passion หลาย ๆ อย่างเลยพร้อม และเอื้อให้กับเค้าสุด ๆ โดยเบเนดิกต์เริ่มมีการมองหา และทดลองใช้ส่วนผสมหลายตัว เพื่อให้ได้มาซึ่งรสชาติ เนื้อสัมผัส กลิ่น รวมไปถึงคุณภาพของนมโอ๊ตที่พอจะสร้างความแตกต่าง จนถึงขั้นสามารถผลิตและทำออกมาวางขายได้

 

แต่ความยากของมันดันอยู่ตรงที่ ภาพจำของนมพืช (Plant Milks) ในสายตาของคนส่วนใหญ่ เอาง่าย ๆ ลองมองจากสายตาของตัวเองดูก็ได้ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่มักจะติดภาพจำที่เหมือน ๆ กัน นั่นก็คือ นมจากพืชมันจะไปอร่อยเท่านมวัวได้ยังไง  แถมบางคนอาจจะเคยผ่านการดื่มนมพืชกันมาแล้ว และที่แย่กว่านั้นคือความรู้สึกหลังจากที่ได้ดื่มนมจากพืชในครั้งแรกกลับไม่ได้สร้างความประทับใจให้กับเราขนาดนั้น (บางคนอาจถึงขั้นติดลบ 😅)  ดังนั้นมันเลยกลายเป็นงานหินของเค้าเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าเค้าคิดจะทำนมโอ๊ตออกมาวางขาย และต้องขายให้ได้จริง ๆ เนี่ย รสชาติแบบไหนถึงจะเวิร์ก ต่อให้รสชาติเวิร์กแล้วก็จริง แต่จะทำยังไงถึงจะเชิญชวนให้คนเข้ามาทดลองดื่มนมโอ๊ตของเค้า โดยที่ไม่หันหน้าหนีไปเสียก่อน 

 

ซึ่งก็นั่นแหละ ความท้าทายของเค้าก็ได้เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ตอนนั้น !

 

 

เบเนดิกต์ได้ใช้เวลากว่า 6 เดือนในการตามหารสชาติที่ใช่ เพราะเค้ามีความตั้งใจจะให้นมโอ๊ตของเค้าเป็นนมโอ๊ตที่มีรสชาติที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยข้อได้เปรียบของนมโอ๊ต เมื่อเทียบกับนมพืชชนิดอื่น ๆ ก็คือ  นมโอ๊ตจะมีความเป็นครีมมี่กว่า มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มนวล เบา รวมไปถึงมีกลิ่นหอมจาง ๆ ของมอลต์ที่มีความแตกต่างจากนมถั่วเหลือง รวมไปถึงนมอัลมอนด์ โดยหลังจากที่ผ่านการตามหารสชาติที่ใช่อยู่นาน ในที่สุดเค้าก็ได้ข้าวโอ๊ตที่ผ่านการคัดเลือกจนกลายเป็นผู้ชนะ ซึ่งนั่นก็ได้แก่ ข้าวโอ๊ตจากประเทศออสเตรเลีย ที่ตัวของเค้านั่นค่อนข้างจะมั่นใจว่า รสชาติของนมที่ได้มาจากข้าวโอ๊ตออสเตรเลียนี้ จะเป็นรสชาติที่ถูกปาก Asian Taste อย่างพวกเรามากที่สุด

 

หลังจากได้รสชาติที่ตามหา เค้าก็ได้ลงทุนลงแรงไปกับการผลิตในขั้นตอนอื่น ๆ อีกประมาณ 1 ปี จนในที่สุดแบรนด์นมโอ๊ตสัญชาติสิงคโปร์เจ้าแรกก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา โดยเปิดตัวพร้อมกันทีเดียว 3 รสชาติ ได้แก่

  • Barista Blend (กล่องสีขาว)
  • Chocolate (กล่องสีน้ำตาล)
  • Chocolate Hazelnut (กล่องสีดำ)

 

 


 

แต่แค่รสชาติอย่างเดียว อาจซื้อใจผู้บริโภคไม่ได้

เพราะฉะนั้นมันเลยต้องมาพร้อมกับ "สตอรี่" ที่ได้ใจคนดื่มไปด้วย !

 

อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้านี้ ว่าถึงแม้รสชาติของนมมันจะว้าวสักแค่ไหน แต่ความเป็นมนุษย์เรา ก็ย่อมตัดสินอะไรจากความรู้สึกแรกกันอยู่ดี ดังนั้นในเมื่อภาพจำของคนส่วนใหญ่ตอนนี้ ล้วนแล้วแต่มองภาพของนมโอ๊ตค่อนไปทางที่ไม่ดี  แล้วตัวของเค้าจะต้องทำยังไงถึงจะสามารถเอาชนะใจ รวมถึงดึงให้คนบางส่วนหันมาสนใจ และยอมเปิดใจนิด ๆ หน่อย ๆ ให้กับนมโอ๊ตของเค้ากันได้บ้าง ซึ่งสิ่งแรกที่ตัวของเค้าให้ความสำคัญไม่แพ้กับรสชาติเลยก็คือ สตอรี่ ที่ทางแบรนด์จะต้องสื่อสารออกไปนั่นเอง

 

ถามว่าสตอรี่ที่ว่านั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ? อย่างที่บอกว่าคนเรามักจะตัดสินอะไรจากภายนอกก่อนเป็นอันดับแรกใช่ไหม ดังนั้น
 

  • แพ็กเกจของนมโอ๊ตจะต้องเข้าถึงคนได้ คือจะต้องมีความทันสมัย จับต้องได้ สะดุดตาคนเมื่อพบเห็น ซึ่งตัดภาพไปที่แพ็กเกจที่ทางแบรนด์ทำออกมาตอนนี้ ถือว่าทำได้ดี และมีความน่าสนใจมาก อีกทั้งทางแบรนด์ยังมีการใช้ภาพเพื่อการโฆษณาที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่าย มีความแฟชั่นนิด ๆ ให้ฟีลเหมือนเป็นทั้งนมและของแต่งตู้เย็น (รวมถึงบ้าน) ไปในตัว

แพ็กเกจ OATSIDE ในมุมต่าง ๆ บอกเลยว่าทางแบรนด์ขนลูกเล่นมาใส่กันแบบจัดเต็ม !

 

  • อันดับต่อมา คือ สินค้าจะต้องเข้าถึงคนง่าย แต่ด้วยความที่เป็นนมพืช อาจจะทำให้ตัวสินค้าเข้าถึงคนได้แค่เฉพาะบางกลุ่ม ทางแบรนด์เลยใส่ลูกเล่นให้สินค้าดูมีสตอรี่ ที่นอกจากเจ้าตัวแพ็กเกจจะได้ใจไปแล้ว ยังมีการใช้ตัวการ์ตูนน่ารัก ๆ (Mascot) ในการพรีเซนต์ให้คนได้รู้จักกับแบรนด์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราได้เข้าไปส่องดูที่เว็บไซต์ของทางแบรนด์ จะเห็นได้ว่าทางแบรนด์เค้าได้ใช้ตัวการ์ตูนของหมีหน้าตาน่ารัก แลดูมีความจริงใจ ในการพรีเซนต์ให้ทุกคนได้รู้จักแบรนด์ ในคอนเซ็ปต์ The Bright Side of Life

    โดยมอบหน้าที่ให้เจ้าตัวการ์ตูนตัวนี้ (ที่เป็นตัวแทนของ OATSIDE) ในการทำให้ทุกคนสลัดทิ้งความจำเจ รวมถึงความน่าเบื่อต่าง ๆ ทิ้งไป แล้วมาเปิดใจให้กับประสบการณ์ใหม่ ๆ กับนมโอ๊ตรสชาติดี ๆ ที่จะเปิดโลกของการดื่มนมพืชของทุกคนให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

 

และในเมื่อสตอรี่ รวมถึงภาพลักษณ์ที่ทางแบรนด์ตั้งใจจะพรีเซนต์ออกมานั้นเข้าถึงง่าย การเข้าถึงรสชาติก็จะเป็นอะไรที่ง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก เพราะเมื่อเทียบกันระหว่างความท้าทายในการพรีเซนต์รสชาติ กับความท้าทายในการทำให้คนเปิดรับแบรนด์ อย่างหลังฟังดูจะเป็นอะไรที่ยากกว่ามาก แต่ในเมื่อทางแบรนด์ทำได้แล้ว การพรีเซนต์เรื่องรสชาติในลำดับถัดมา นับว่าเป็นอะไรที่หวานหมูสุด ๆ 🐷 

 

เพราะอย่างที่บอกว่าความตั้งใจของเบเนดิกต์ตั้งแต่แรก คือการตามหารสชาติของนมโอ๊ตที่เข้าถึงและถูกปาก Asian Taste อย่างพวกเราให้ได้มากที่สุด ดังนั้น เค้าเลยค่อนข้างที่จะมั่นใจกับผลลัพธ์ที่มันโชว์ออกมา เพราะเค้าได้คัดเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ไม่ทำลายธรรมชาติ อีกทั้งยังมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน สามารถคงคุณภาพให้เหมือนเดิมได้ทุกกล่อง อย่างรสชาติที่แตกต่างกันของนมโอ๊ตก็จะได้มาจากวัตถุดิบที่ เป็นหน้าเป็นตา ของแต่ละรสชาติ เริ่มตั้งแต่...

 

 

  • รส Barista Blend - ที่ทางแบรนด์การันตีว่า นมโอ๊ตตัวนี้จะเป็นนมโอ๊ตที่มีรสชาติที่เข้าถึงคนได้ง่าย สามารถสลัดภาพจำที่ว่านมจากพืชจะต้องมีรสชาติแย่ ๆ ทิ้งออกไปได้เลย แถมนมโอ๊ตรส Barista Blend นี้ นอกจากจะสามารถดื่มเพียว ๆ ได้แล้ว สายชา-กาแฟทั้งหลาย ก็สามารถนำนมโอ๊ตตัวนี้ไปผสมกับเครื่องดื่มโปรดของเราได้ โดยที่ไม่ทำให้เสียรสชาติ

    สำหรับหน้าตาของนมโอ๊ตรสนี้ จะอยู่ที่การใช้รสชาติของข้าวโอ๊ตที่นำเข้าจากประเทศออสเตรเลียแท้ 100% ซึ่งมีข้อดีตรงที่ ข้าวโอ๊ตจากประเทศออสเตรเลียจะมีความครีมมี่ และมีความหอมกว่าข้าวโอ๊ตจากประเทศอื่น ๆ อีกทั้งทางแบรนด์ไม่ได้มีการใส่สารปรุงแต่ง ทำให้ได้รสชาติของนมโอ๊ตแบบเพียว ๆ ที่สำคัญยังมีน้ำตาลน้อย โดยพลังงานจะอยู่ที่ 65 แคลอรี่ / 100 ml. เท่านั้น

 

 

  • รส Chocolate - สำหรับจุดเริ่มต้นของรสชาตินี้ ทางแบรนด์มีความตั้งใจที่จะครีเอทรสชาติของนมช็อกโกแลตที่มีความเป็นช็อกโกแลตแท้จริง ๆ คือมีความเข้ม ความดาร์ก ไม่ผ่านการผสม หรือแต่งกลิ่นแบบนมช็อกโกแลตที่เราเคยได้ดื่มกันมา

    สำหรับจุดเด่นของนมรสนี้จะอยู่ที่รสชาติของโกโก้นำเข้าจากประเทศอินโดนิเซีย แถมยังใส่โกโก้ ในปริมาณที่มากกว่าปกติถึง 2 เท่า (คือไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ว่ามันน่าจะดาร์กเบอร์ไหน) ที่สำคัญทางแบรนด์ยังได้ใช้น้ำตาลจากปาล์มแทนน้ำตาลทราย จึงทำให้มีปริมาณของน้ำตาลที่น้อยกว่าปกติ โดยพลังงานจะอยู่ที่ 82 แคลอรี่ / 100 ml. ส่วนตัวเรามีโอกาสได้ลองนมโอ๊ตรสนี้แล้ว บอกเลยว่าเนื้อสัมผัสมีความลื่นและดื่มง่ายมาก สัมผัสจะไม่หนักแบบนมวัว ส่วนรสชาติของความเป็นช็อกโกแลตถือว่าเข้มข้นถูกใจ ไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังดื่มนมจากพืชอยู่เลย 😋 

 

  • รส Chocolate Hazelnut - ปิดท้ายกันที่รสชาติสุดท้าย ที่มีความผสมผสานกันระหว่างส่วนผสมที่เชิดหน้าชูตาทั้ง 3 อย่าง ไม่ว่าจะเป็น ข้าวโอ๊ตจากออสเตรเลีย โกโก้นำเข้าจากอินโดและแอฟริกัน แล้วไหนจะเฮเซลนัทจากตุรกีอีก สำหรับใครที่เป็นสายชอบดื่มนมที่มีกลิ่นหอมทะลุกล่องออกมา รสนี้ถือว่าเหมาะมาก เพราะนอกจากกลิ่นหอมมอลต์ รวมถึงตัวเฮเซลนัทแล้ว นมรสนี้เค้ามีการใส่น้ำตาลมะพร้าวลงไป ทำให้ได้กลิ่นหอมของคาราเมลปนหน่อย ๆ แต่เห็นแบบนี้ เค้ามีพลังงานอยู่ที่ 89 แคลอรี่ / 100 ml. เท่านั้นเอง

 

และสำหรับใครที่กำลังสงสัยว่า นมโอ๊ตมีความแตกต่างจากนมวัว รวมถึงนมจากพืชชนิดอื่น ๆ ยังไง สำหรับข้อดีของการดื่มนมโอ๊ต ในแง่ของสุขภาพ ก็คือ มันเป็นนมที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำ ไม่มีแลคโตส เลยตอบโจทย์คนที่มักจะมีปัญหาท้องอืด ท้องเสีย นอกจากนี้ยังมีน้ำตาลที่น้อยกว่านมวัวเยอะมาก แถมตัวข้าวโอ๊ตเองยังมีเบต้ากลูแคนที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล อีกทั้งยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกายได้ด้วย

 

นอกจากในแง่ของสุขภาพที่เฮลตี้แล้ว OATSIDE เองยังคำนึงถึง ความ Healthy ในแง่ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ส่งตรงจากแหล่งผลิต ถือว่าเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในประเทศต่าง ๆ โดยตรง มีกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ ผ่านการควบคุมการผลิตและจัดจำหน่ายโดยทางแบรนด์เอง ทำให้สามารถควบคุมและคงไว้ด้วยคุณภาพที่ได้มาตรฐานเดียวกัน แถมตัวรสชาติของนมยังสามารถเข้าถึงทุกคนได้ เพราะผ่านการทดลองมาแล้วหลายครั้ง จนทางแบรนด์มั่นใจได้ว่า รสชาติที่ถูกนำออกมาวางขายในตอนนี้ เป็นรสชาติที่ดีที่สุด ขึ้นอยู่กับว่าเราจะกล้าเปิดใจให้กับมันหรือเปล่าก็เท่านั้นเอง

 

🥛  สำหรับราคาจำหน่ายของนม OATSIDE ตอนนี้จะอยู่ที่

  • รส Barista Blend ราคา 115 บาท
  • รส Chocolate ราคา 115 บาท
  • รส Chocolate Hazelnut ราคา 130 บาท

 

สามารถหาซื้อได้ที่ ร้านค้าชั้นนำทั่วไป  ห้างสรรพสินค้า รวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่ว่าจะเป็น Tops, Foodland, Villa Market และอื่น ๆ อีกเพียบ !

 


 

 

💭 จะเห็นได้ว่ากว่าจะเป็นแบรนด์นมโอ๊ตอย่าง OATSIDE ที่เราตามล่าหากันในทุกวันนี้ ทางแบรนด์ได้ผ่านการทำการบ้านมาเยอะมาก ในการเปลี่ยนภาพจำของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อนมทางเลือก ให้กล้าที่จะเปิดใจให้ OATSIDE ได้ก้าวเข้าไปอยู่ในใจของทุกคน ซึ่งถือได้ว่าเป็นอะไรที่ยาก และมีความท้าทายเป็นอย่างมาก เพราะถ้ารสชาติไม่ดี ต่อให้แบรนด์จะทำการตลาดดีแค่ไหน คนก็สามารถเบือนหน้าหนีกันได้เลย

 

ดังนั้นด้วยความพยายามเกือบ ๆ 2 ปีของเบเนดิกต์ ลิม ทำให้ OATSIDE กลายเป็นนมโอ๊ตที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายและเร็ว และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าตั้งแต่เปิดตัวแบรนด์นี้มา ในระยะเวลาไม่ถึงปี แต่ OATSIDE สามารถสร้างรายได้ไปแล้วกว่า 200 ล้านดอลลาร์ แถมยังมีการส่งไปวางขายในหลายประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ได้แก่ประเทศไทยบ้านเรานั่นเอง 🎉 

 

และนอกจากจะหาซื้อมาติดตู้เย็นกันไว้แล้ว ใครที่เป็นสายชา-กาแฟ ตอนนี้ทาง OATSIDE ได้จับมือเป็น Partner กับร้านกาแฟในบ้านเราหลายร้านเลย  อาทิ The Coffee Club, True Coffee, Chikalicious หรือแม้แต่ Kamu Tea ก็มีเมนูที่ใช้ OATSIDE เหมือนกัน แหม ตีตลาดเก่งขนาดนี้ ใครยังไม่เคยลอง อย่าลืมไปลองกันนะ เดี๋ยวจะคุยกับเค้าไม่รู้เรื่องเอา อิอิ

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ได้ที่นี่

 


แหล่งข้อมูลอ้างอิง : oatside, finance.yahoo, vogue.sg และ bangkokpost

  • avatar writer
    โดย imnat
    เสพติดการอ่าน & ดูหนัง :)
แสดงความคิดเห็น