ปันโปรชวนคุย | สงสัยอยู่เหมือนกัน ทำไมคนเลิกกันถึงต้องลบรูป ?

โดย imnat
ลงเมื่อ 23 พ.ย. 64
ปันโปรชวนคุย | สงสัยอยู่เหมือนกัน ทำไมคนเลิกกันถึงต้องลบรูป ?

 

ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่แปลกใหม่อะไรหรอก เพียงแต่ว่าจู่ๆ เราเกิดความสงสัย หลังจากอ่านเจอข่าวดาราระหองระแหงกันแล้วชาวเน็ตจับผิดพฤติกรรมว่าเฮ้ย... อีกฝ่ายมีการลบรูปคู่นะ บลาบลาบลา 😂 ไอ้เราด้วยความที่ว่าเป็นเจ้าหนูจำไมเลยเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า เออเนอะ ทำไมเวลาคนเลิกกันถึงต้องลบรูปคู่กับอีกฝ่ายออกไปด้วย เลยไปทำการสรรหาคำตอบ (เท่าที่จะหาเหตุผลมาสนับสนุนได้) มาแบ่งปันกัน เผื่อเพื่อนๆ ที่กำลังอ่านบทความนี้กันอยู่เคยสงสัย หรือเคยมีพฤติกรรมแบบนี้ ก็ลองมาเช็กกันดูซิว่าจะตรงกับบรรดาข้อมูลที่เราได้ไปทำการหามานี้กันไหม ?

 


 

 

ว่ากันว่า... วิธีการจัดการหลังจากที่เราเลิกกับใครสักคน

คือ หนึ่งในทฤษฏีการก้าวผ่านความสูญเสีย

 

โดยทฤษฏีที่ว่านี้เป็นของ Elisabeth Kübler-Ross นักจิตวิทยาชาวสวิส - อเมริกัน ที่อธิบายถึง ทฤษฏีการก้าวผ่านความสูญเสีย หรือที่เรียกอีกชื่อนึงว่า 5 ขั้นตอนแห่งความเศร้าโศก ซึ่งความเศร้าโศกที่ว่า ไม่ใช่แค่การสูญเสียคนรักจากการอกหักเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสูญเสียอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยง, คนในครอบครัว ฯลฯ 

 

ซึ่ง 5 ขั้นตอนที่ว่ามานี้ก็ได้แก่ Denial (ปฏิเสธ), Anger (โกรธ), Bargaining (ต่อรอง), Depression (เศร้า) และ Acceptance (ยอมรับ) โดยที่ใน 1 คนนั้นจะมีวิธีการจัดการกับความสูญเสียของตนเองแตกต่างกัน บางคนมาถึงขั้นที่ 3 (ต่อรอง) แล้วก็วกกลับไปสู่ขั้นที่ 1 (ปฏิเสธ) ใหม่ก็ได้ ซึ่งการลบรูปที่ว่านี้ก็เป็นหนึ่งในวิธีการที่เราแสดงออกต่อการสูญเสียนั้นด้วยเช่นกัน

 

| แล้ววิธีการจัดการหลังสูญเสียคนรัก / เลิกรากับคนรัก มีอะไรบ้าง ?

 

ต้องออกตัวก่อนเลยว่า วิธีการจัดการของแต่ละคนไม่มีทางเหมือนกันแน่นอน แต่คนส่วนใหญ่เท่าที่สำรวจมามักจะมีความรู้สึกเหมือนกันตรงที่ว่า การมองภาพ หรือเห็นความทรงจำเก่าๆ มันจะนำพามาด้วยบรรยากาศของความสัมพันธ์ที่เคยดีมาก่อน ถึงแม้ว่าจะจบกันไปนานแล้ว แต่มันก็ยังชัดเจนอยู่เสมอ เมื่อได้นึกถึง โดยเฉพาะคนที่คบกันมานานยิ่ง impact หรือในบางคนจบกันไม่สวย การเห็นภาพเก่าๆ, ข้าวของเก่าๆ นำพามาซึ่งความเจ็บปวดใจเป็นอย่างมาก วิธีการจัดการที่ง่ายและเร็วที่สุดคงหนีไม่พ้น การลบตัวแทนของความทรงจำเก่าๆ เหล่านั้นทิ้งไปซะเลย

 

แต่ไม่ใช่ว่าการแก้ปัญหาด้วยลบภาพเก่าๆ ทิ้งไป จะเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดเสมอ

แต่มันเป็นสิ่งที่พวกเราสามารถทำได้ดีที่สุด ณ ช่วงเวลานั้นต่างหาก..

 

การปล่อย / การเลือกเก็บภาพ รวมถึงความทรงจำเก่าๆ เอาไว้ มันไม่ได้แปลว่าเรายังลืมไม่ได้ รวมถึงไม่ Move on เสมอไปนะ แต่คนส่วนใหญ่มักเลือกที่จะลบมากกว่าเก็บ ด้วยเหตุผลที่ว่า...

 

  • มันทำให้เริ่มต้นใหม่ได้เร็วขึ้น
  • เป็นการส่งสัญญาณนัยๆ ให้คนรู้จักได้รับรู้ โดยที่ไม่ต้องถาม
  • ต้องการเปิดรับคนใหม่ และไม่ทำให้คนใหม่เข้าใจผิดว่าเรายังคบกับใครอยู่
  • ไม่อยากจำ ด้วยสาเหตุที่ว่า จบไม่สวย, เจ็บปวด, เห็นแล้วอารมณ์บ่จอย
  • ไม่อยากให้ตัวเองรู้สึกว่า เรายังมีเค้าอยู่
  • เลือกลบเพราะว่า อีกฝ่ายเริ่มทำก่อน มันเลยรู้สึกว่าน่าอายถ้าเราเห็นเค้าลบไปแล้ว แต่เรายังเลือกเก็บเค้าไว้ ก็เลยตัดปัญหาด้วยการลบทิ้งไปบ้างซะเลย
  • เป็นเพราะอารมณ์ในตอนนั้น

 

 

| คำถามต่อมาก็คือ... แล้วควรลบดีไหม ?

 

ถ้ามันกระทบกับความรู้สึกของเรา จนทำให้ไม่ไหวจริงๆ คำตอบก็คือ 'ควรลบ' เพราะนี่เป็นวิธีการตัดคนๆ นั้นออกจากตัวของเราที่ทำได้ง่าย แล้วก็ไวที่สุด หรือถ้าเสียดาย กลัวว่าถ้าลบแล้ว = ลบเลย ก็ให้ทำการนำบรรดาภาพเก่าๆ เหล่านั้นใส่โฟลเดอร์ส่วนตัวของเราไว้ หรือโยนลง DropBox ก็ได้ เอาให้มันอยู่ไกลมือเราที่สุด เพื่อป้องกันการแอบเปิดดู ให้คิดซะว่ามันเป็นเหมือนกล่องใส่ความทรงจำใบนึงของเราก็พอ และนอกจากนี้ยังมีอีกหลายวิธีที่หลายคนเลือกใช้ในการแก้ปัญหาแทนการลบรูปกัน ตามนี้เลยจ้า

 

  • ซ่อนไว้ ไม่เปิดเป็นสาธารณะ อย่างใน Instagram ก็มีให้กด Archive แทนการ Delete ได้ อันนี้ก็จะทำหน้าที่เสมือนว่าลบ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ลบ
  • ฝากไว้ในไดร์ฟเพื่อน (ที่ต้องไว้ใจได้ด้วยนะ), ไดร์ฟส่วนตัว แล้วลบออกจากเครื่องตัวเองซะ

 

และไหนๆ เราก็โยงเข้าประเด็นของการไม่อยากลบรูปแล้ว เราก็เลยมีความเห็นบางส่วนของคนที่เลือกที่จะไม่ลบรูป เพราะเหตุผลที่ว่า...

 

  • คบกันมานาน ถ้าลบก็เหมือนกับว่าทำส่วนสำคัญในชีวิตหายไป
  • มันไม่เวิร์คหรอกถ้าเราจะทำเหมือนว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่เค้า / เธอคนนั้นเคยมีบทบาทสำคัญมากๆ ในชีวิตเรา
  • มันเป็นแหล่งรวมความทรงจำมากมาย ที่เราไม่อยากให้มันหายไป
  • ไม่ลบ และถ้ามันกวนใจนักก็ให้คิดซะว่ามันเป็นแค่รูปเก่าๆ
  • มันเป็นช่วงเวลาที่เราเคยมีความสุขมาก่อน ดังนั้นจึงเลือกที่จะไม่ลบ

 

จริงๆ การหาคำตอบของเรื่องนี้มันเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมากๆ คืออย่างที่บอกว่าแต่ละคนก็มีวิธีการจัดการกับปัญหาของตัวเองที่แตกต่างกัน เรื่องแบบนี้มันเลยสอนหรือบังคับกันไม่ได้ มันอยู่ที่กระบวนการตัดสินใจของเราว่าเราจะทำใจยอมรับและอยู่กับมันได้ไหม ถ้าไม่ได้ สิ่งแรกที่เราคงพอจะทำกันได้ก็ได้แก่การตัดความทรงจำเก่าๆ ออกไปให้หมด ส่วนจะช่วยได้จริงๆ ไหมก็ค่อยมาว่ากันอีกที

 

 

| เชื่อว่าทุกอย่างมันคงจะง่ายกว่านี้ ถ้าหากเราไม่ได้อยู่ในยุคที่ Social Media มีผลกระทบต่อพวกเราทุกคน

 

ไม่รู้ว่าทุกคนสังเกตตัวเองกันไหม ว่าตั้งแต่ที่เราได้รู้จักกับบรรดาสื่อโซเชียลมีเดียทั้งหลาย มันได้เปลี่ยนพฤติกรรมหรือความคิดของเราอะไรไปแล้วบ้าง อย่างแรกเลยคือการยอมรับ เชื่อว่าการอยู่ในสังคมดังกล่าวนี้ทำให้เราทุกคนอยากเป็นที่ยอมรับจากคนรอบข้างมากขึ้น คือเราไม่ต่างจากดารา / คนดัง (ในความคิดของเราเอง) ยกตัวอย่างเช่น มีอะไรก็อยากจะโพสต์ อยากจะโชว์ ซึ่งเมื่อนำมาประกอบรวมกันกับเคสการเลิกรานี้แล้ว มันคงจะง่ายกว่าถ้าหากเราเลิกสนใจใครบางคนในชีวิตจริง แต่มันไม่ได้ง่ายเลยกับการเลิกสนใจใครบางคนที่มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ต

 

ไหนๆ เราก็พูดถึงการยอมรับกันมาแล้วก็ขอสานต่อให้จบ ข้อแรกเลยก็คือ Social Media รู้ โลกรู้  ไม่ว่าเค้าหรือเราได้ทำการตัดทุกอย่างออกไปแล้ว บรรดาเพื่อนๆ ในโซเชียลมีเดียทั้งหลายจะรับรู้กันได้แน่นอนเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ต่อให้เราไม่แสดงออกอะไร แต่ถ้าอดีตคนรักของเราโพสต์ข้อความ หรืออะไรต่อมิอะไรขึ้นมาเมื่อไหร่ การรับรู้จะแตกออกเป็น 2 เสียงทันที ผลสุดท้ายไอ้เราที่นิ่งมานานก็อาจทนไม่ไหว ลุกออกมาประกาศจุดยืนให้ตัวเองบ้าง นี่แหละคือเวย์ของโซเชียลมีเดียเค้านั่นแหละ

 

ซึ่งนอกจากการรับรู้ที่จะเกิดขึ้นแล้ว Social Media เนี่ยแหละ ตัวดีเลยนะ ที่จะทำให้เราตัดใจจากอดีตคนรักไปไม่ได้ เท้าความย้อนกลับไปในตอนที่ยังรักกัน เราคงจะเคยผ่านการพิมพ์แชทกัน, วิดีโอคอลหากัน, โทรหากันผ่านโปรแกรมสนทนาต่างๆ ซึ่งบรรดาข้อมูลของ Social Media ของแต่ละฝ่ายทั้งหลายนี้ มันเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เราหรือเค้าเข้าไปส่อง รวมถึงติดตามความเคลื่อนไหวของคนๆ นั้นได้ ซึ่งการที่เราเข้าไปส่องแล้วเจออะไรบางอย่างที่ไม่สบอารมณ์เข้า มันจะกลายเป็นการทำให้ตัวเองหงุดหงิดรวมถึงวุ่นวายใจ ลืมเค้าไม่ได้เปล่าๆ ซึ่งถ้าคุณบอกว่า เฮ้ย เราลบรูปเก่าๆ ของเค้าออกไปจากเครื่องได้แล้ว เรา Move on ต่อได้แล้ว แต่ลับหลังคุณยังกลับเข้าไปส่องไอจีเค้าอยู่ 3 เวลาหลังอาหาร เราว่าแบบนี้น่าจะไม่ใช่การ Move on ที่ดีแล้วน้า

 

เพราะการตัดให้ขาดจริงๆ คือเลิกสนใจเลย แล้วไม่จำเป็นที่จะต้องลบภาพ ลบความทรงจำเก่าๆ ทิ้งไปด้วย ขอแค่ตกลงกับตัวเองให้ดี ให้เมคชัวร์แล้วว่าเฮ้ยนี่คือการตัดสินใจที่เด็ดขาดของเราแล้ว ซึ่งนั่นก็ได้แก่ขั้นตอนสุดท้ายของวงโคจรการก้าวผ่านความสูญเสีย ถ้าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เมื่อนั้นล่ะ เราทุกคนจะได้หลุดออกจากความเสียใจ รวมถึงความสูญเสียนี้กันได้ซะที

 

สรุปก็คือ การตัดสินใจว่าจะลบ / ไม่ลบรูป จริงๆ แล้วมันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ Healing

ซึ่งจะช่วยได้จริงๆ ไหม เราไม่อาจรู้

แต่การทำใจยอมรับ แล้ว Move on ต่อ คือสิ่งที่เราทุกคนควรจะทำ

ส่วนจะเลือกที่จะเก็บ / ไม่เก็บความทรงจำเก่าๆ ไว้ คนตัดสินใจ ก็คือ คุณ

 


ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก : elitedaily , lovepanky , thoughtcatalog psycom , verywellmind , apa , psychologytoday และ innnews 

 

  • avatar writer
    โดย imnat
    บ้าหนังสือ ชอบเที่ยว เวลาว่างก็อยากจะนอนนิ่งๆ :)
แสดงความคิดเห็น
Sirapob Navin
Sirapob Navin
ๅ£
ตอบกลับ | 15 วันที่แล้ว 0

โปรโมชันมาแรง

ซื้อ 2 ชิ้น ลด 80%

7 ธ.ค. 64 - 8 ธ.ค. 64

ลดสูงสุด 70%

4 ธ.ค. 64 - 12 ธ.ค. 64

ทุกชิ้นลด 40%

7 ธ.ค. 64 - 8 ธ.ค. 64

1,090.- (ปกติ 2,900.-)

7 ธ.ค. 64 - 31 ธ.ค. 64

บทความที่เกี่ยวข้อง